ในที่สุดชีวิตนี้ก็มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นเสียที

เรียกว่าเป็นการได้ไปแบบไม่คาดฝัน เพราะทีแรกคิดว่าคงยังไม่ได้ไปในเร็ววันนี้แต่ก็บังเอิญว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ได้ตั๋วเครื่องบินราคาดีมา ทุกอย่างจึงลงตัวแบบปุบปับ ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋า ไปกันเล้ย

ญี่ปุ่นเป็นประเทศในฝันของเรา และแน่ใจว่าของหลายคน โดยเฉพาะที่อายุเท่าๆกับเรา (เด็กสมัยนี้อาจจะอินกับเกาหลี คนรุ่นลุงรุ่นอาเราก็อาจจะอินกับอเมริกา แต่เราโตมาเป็นติ่งญี่ปุ่น ดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่ช่อง 3 เอามาฉายสมัยก่อนตอนบ่าย 3 โมง นานแค่ไหนก็คิดดูเอาเถิด.... แต่เกิดไม่ทันโอชินนะ อิอิ) ภาษาญี่ปุ่นก็เคยเรียน แต่ลืมไปหมดแล้ว ข้อมูลญี่ปุ่นก็เยอะอยู่ หนังสือไกด์บุ๊คกองสูงท่วมหัว (ถ้านั่ง) เรียกได้ว่า พร้อมมาตั้งแต่ชาติที่แล้วละ 

ก่อนไปก็หาข้อมูลเล็กน้อย ลิสต์รายการของที่อยากซื้อ หาแผนที่ร้านเพราะไม่อยากเป็นภาระคนอื่น เค้าพาไปย่านไหนก็จดไว้เลยว่าย่านนั้นๆมีร้านอะไรที่เราอยากไปบ้าง เงินก็เอาไปไม่เยอะเพราะมันไม่มี (หมดนั่นเอง) ของแบรนด์เนมเขาว่าที่โน่นแพงกว่าบ้านเรา (แหม พูดเหมือนมีเงิน) สินค้าโลคอลแบรนด์แบบดีไซเนอร์ทำเองขายเองก็แพงมาก สุดท้ายก็สรุปได้ว่า อยากจะได้สินค้าที่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นทั่วๆไป ก็เลยลิสต์ Kenzo กับ Issey Miyake ไว้ ส่วนแฟนก็อยากไปสักการะ Bathing Ape เป็นอันสรุปตามนี้ 

พอพูดว่าจะไปญี่ปุ่น แต่ละคนก็จะต้องมีสิ่งที่อยากไปเห็นไว้ในใจ แน่นอนว่ามันต้องไม่เหมือนกัน เราเองอยากไปดูรูปปั้นพวกสุนัข ที่ฐานของโตเกียวทาวเวอร์ (เป็นหมาเกือบ 20 ตัวที่ทีมสำรวจทิ้งไว้ที่แอนตาร์ติก้า 1 ปี และพวกมันก็อดตายตามๆกันไป มีทั้งที่ตายคาเชือกที่มัดไว้ ดิ้นไม่หลุด หรือหลุดแต่ออกไปตายข้างนอก เหลือรอดแค่ 2 ตัวคือทาโร่ กับจิโร่ ใครอยากรู้เพิ่มต้องไปหาละครมาดูค่ะ ดิฉันร้องไห้ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย) แต่ก่อนไปอ่านข่าวว่าเขาย้ายไปแล้ว ไปอยู่ศูนย์วิจัยอะไรไม่รู้ ไกลก็ไกล ไปก็ยาก ก็ต้องตัดใจ จะไปหารูปปั้นริกิก็อยู่ไหนก็ไม่รู้ เหมือนจะอีกจังหวัด อนุเสาวรีย์ทาโร่กับจิโร่ก็อยู่ที่ไหนไม่รู้ที่มันมีเรือมีท่าเรือ สรุปว่าถอดใจ ก็เลยคิดว่าไปดูฮาจิโกะก็แล้วกัน มันก็เป็นหมาที่ดีเหมือนกันนะ (ยังไม่กล้าดูหนังเลย) 

อีกที่ที่อยากไปมากก็คือพิพิธภัณฑ์จิบลิ แต่พอบอกคณะทัวร์ของเราไป ทุกคนทำเหวอและถามว่า “มันคืออะไรเหรอ” โอเค คงไม่มีใครอินกับฉัน ไม่ไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ที่คิดว่าอยากจะไปมิวเซียมทั้งหลายแหล่เลยมีอันต้องพับไปทั้งสิ้น (เราไปกันเป็นครอบครัว ไม่ได้ไปกับทัวร์ก็จริง แต่ฉันก็มีลักษณะคล้ายเห็บ เค้าไปทางไหนก็ไปด้วย) 

ว่ากันตามตรง ฉันเป็นคนชอบเที่ยวในเมือง เที่ยวในเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเที่ยวห้างหรือช้อปปิ้งเสมอไป หมายถึงการดูสิ่งปลูกสร้างในเมือง เช่น อยากดูตึกอาซาฮีที่เหมือนก้อนขี้ อยากเห็นโตเกียวสภายทรี โตเกียวทาวเวอร์ อยากดูร้านค้าน่ารักๆ ไปดูพวกงานประติมากรรม พิพิธภัณฑ์ อะไรพวกนี้ที่บ้านเรามันไม่มี บ้านเรามีแต่อนุเสาวรีย์ผู้สร้างเมือง วีรบุรุษโน่นนี่ ไม่ก็รูปปั้นสัตว์ 12 นักษัตรที่ดูขาดๆเกินๆ รูปปั้นช้าง และอะไรที่เรารู้ๆกัน

พี่ชายฉัน(ผู้ซึ่งเป็นคนจัดทัวร์) เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ ฉันไม่ได้รังเกียจธรรมชาติ ไปก็ไปได้ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่า ฉันก็ชอบดูอาคารบ้านเรือนมากกว่าดูต้นไม้ พี่จัดโปรแกรมไปนิกโก้ ฉันก็ไปเสิร์ชกูเกิ้ลดูก่อน เออ สวยดี เมืองก็น่ารัก ก็เลยอยากไป พอไปแล้วก็สนุกนะ เมืองมันน่ารักมาก ถึงแม้ว่าใบไม้จะยังไม่ค่อยแดง (แต่ขึ้นดอยไปสูงๆมันก็แดงนะ) แต่นิกโก้เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรทำมากๆ เข้าขั้นเงียบฉี่ พอดูใบไม้เสร็จ ลงมาในตัวเมืองก็เริ่มมืด เราก็เดินไปตามถนนจนไปเจอร้านราเมงแบบว่ามันหนาวมาก กินร้านนี้ล่ะวะ แต่ปรากฏว่าอร่อยมาก พอเราออกจากร้านมาไม่เท่าไหร่ ร้านก็ปิด ออกมาเดินเล่นก็พบว่าเมืองทั้งเมืองปิดไฟหลับกันไปหมดแล้ว เฮ้ เพิ่งจะทุ่มเนี่ยนะ ไม่มีอะไรทำเลย ก็ต้องเที่ยวเล่นในร้านสะดวกซื้อ ซื้อขนมมากิน ไพ่ก็ไม่มีเล่น สุดท้ายก็นอนหลับ (เตียงมีฮีตเตอร์ อุ่นมาก เหมือนเป็นข้าวแคบนอนบนเตาปิ้ง แต่มารู้ตอนเช้าว่าเตียงของทุกคนฮีตเตอร์ไม่ทำงาน นอนหนาวกัน ดิฉันนอนอุ่น ค่อนไปทางร้อนอยู่คนเดียว เฮ้... เราไม่ได้เลือกคนแรกนะ)

 ถามว่านิกโก้สนุกไหม ฉันก็สนุกนะ มันสวยดี อากาศก็ดี แต่เราอยู่ที่นั่นสองวันเต็มๆ กว่าจะกลับมาถึงโตเกียวก็มืด และเพราะเราไปแค่อาทิตย์เดียว ทุกคนก็อยากจะไปให้คุ้มๆหลายๆที่ พ่อก็เริ่มงอแงอยากกลับละ (พ่อกับฉันเป็นพวกชอบเที่ยวเมือง แม่กับพี่เป็นพวกชอบธรรมชาติ) ฉันว่าถ้าไปนิกโก้แค่วันเดียวแล้วกลับมาซักบ่ายๆ พ่อคงไม่งอแงมาก ด้วยเหตุนี้พ่อจึงไม่ยอมไปฮาโกเน่เพื่อจะไปดูภูเขาไฟฟูจิ พี่ก็พยายามเคี่ยวเข็ญว่ามาญี่ปุ่นจะไม่ไปฟูจิได้ยังไง แล้วความซวยก็มาตกที่ฉันเพราะทุกคนโหวตกันหมดแล้วคะแนนเสมอ ฉันต้องตัดสินใจ (ซึ่งฉันก็อยากจะบอกว่า ถ้าพี่อยากจะพาไปจริงๆก็ไม่ต้องให้โหวตหรอก ก็พาไปเลยก็ได้) ฉันถามว่า ถ้าไม่ไปฟูจิจะไปไหนแทน คำตอบคือก็เที่ยวในโตเกียว ฉันก็เลยบอกว่า งั้นไม่ไปก็ได้ (เพราะฉันคิดว่าเวลาแค่นี้ยังไงก็เที่ยวไม่ทั่วเมือง โตเกียวกว้างจะตาย แถมต้องไปซื้อตั๋วที่ไหนไม่รู้ซึ่งปิด 6 โมง ณ ตอนนั้นจะไปซื้อทันรึเปล่าก็ไม่รู้) สรุปก็เลยแคนเซิลการไปฟูจิ และความผิดทั้งหมดมาตกที่ฉันเต็มๆ -_- 

โตเกียวของเราไม่เท่ากัน (คล้ายชื่อเพลง) บางคนบอกว่า มาโตเกียวต้องไปนั่น ไปนี่ มาญี่ปุ่นต้องไปดูสิ่งนั้น กินสิ่งนี้ คำถามคือ ทำไมเราต้องทำอะไรเหมือนคนอื่นไปเสียหมด อ่านได้ ฟังได้ แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผน ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะทุกคนก็ไม่ได้ชอบเหมือนเรา ส่ิงที่เราเห็น คนพวกนั้นอาจจะไม่ได้เห็นก็ได้ รูปที่เราถ่าย บางคนก็ถามว่าถ่ายอะไรมา แต่เราว่ามันก็ดีกว่าถ่ายแต่หน้าตัวเองเห็นวิวข้างหลังพลอมแพลมล่ะน่า เวลาดูรูปถ่ายคนอื่นไปเที่ยวเมืองนอก หลายครั้งก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาเลย เพราะรูปที่เค้าถ่ายมามีแต่รูปเจ้าตัวยืนในมุมต่างๆ ไม่ได้ถ่ายในสิ่งที่เราอยากเห็นนี่นา ในเมื่อจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้คือพี่อยากพาพ่อกับแม่มาเที่ยว ถ้าอะไรที่เค้าไปแล้วแฮ้ปปี้มีความสุข มันก็น่าจะพอแล้วใช่ป่าว ในเมื่อพ่อชอบเดินในเมือง พาไปดอยแล้วหน้าหงิกหน้างอ แล้วจะไปบังคับทำไม (หรือจะบังคับเลยก็ได้ ก็ไม่ต้องถามแกถ้ากลัวว่าผลมันจะทำให้เสียแผน) สำหรับฟูจิเราก็อยากเห็น เรือล่องทะเลสาบที่ฮาโกเน่เราก็อยากนั่ง ขนาดเตรียมชุดใส่ขึ้นดอยมาแล้วด้วย อยากไปซื้อคิตตี้ไข่ดำ แต่เอาเถอะ ไม่ตายมันก็ต้องได้กลับมาอีกสิน่า

ของที่ซื้อมา เราซื้อเสื้อโค้ทไป 2 ตัว (และยังอยากได้อีก) รองเท้าบู้ท 3 คู่ มีคำถามว่า หลังจากนี้จะใส่ไปไหน ไม่แคร์ นั่นไม่ใช่ประเด็น ฉันซื้อเพราะฉันอยากได้ เท่านั้น จบ ซื้อของบ้าบอคอแตก หยอดกาจาปองไปอีกหลายบาท ซึ่งมันไม่ใช่ของที่ควรซื้อแบบที่ใครต่อใครบอกมา อยากได้อะไรก็ซื้อ ชอบอะไรก็กิน เงินหมดก็รูด ช่างหัวมัน กลับมาค่อยว่ากัน คนเราชอบไม่เหมือนกัน ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก

สิ่งที่เสียดายมากๆคือ เราหาร้านขายยางลบสำหรับแกะไม่เจอ ไม่ได้ซื้อของจุกจิกและพวกทำงานฝีมือ จะว่าไม่มีเวลาทอดน่องก็คงจะด้วย เข้าร้านหนังสือว่าจะซื้อหนังสืองานฝีมือก็หาแผนกนั้นไม่เจอ ไปร้านขายยาที่ขายเครื่องสำอางเยอะๆ มันก็เยอะซะจนไม่รู้จะซื้ออะไร พอกลับมาบ้านแล้วถึงอยากได้ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว

ถามว่าชอบอะไรที่ญี่ปุ่น พอดีไปช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก็เลยตอบว่าชอบอากาศ ถ้าไปฤดูหนาวก็คงหนาวไป ฤดูร้อนก็คงขอลา บ้านฮาก็ร้อนจะไปทำไม แต่อากาศแห้งมาก ทำให้มือแห้งจนหนังรอบๆเล็บลอก แตกลายงา กลับบ้านมาแล้วยังไม่หาย นอกจากนี้ก็ชอบรถไฟ คือเป็นคนชอบการเดินทางด้วยรถไฟนะ สมัยที่กรุงเทพยังมีแต่รถเมล์เวลาไปกรุงเทพเราก็ไม่ได้ไปไหนเลย เพราะโง่มากเรื่องสายรถเมล์ (คนบ้านนอก) แต่พอเค้ามีรถไฟฟ้าเราก็ไปได้ทุกที่ที่รถไฟฟ้าไปถึง พอไปสิงคโปร์ ฮ่องกง ก็ชอบที่มีรถไฟ มาเจอรถไฟญี่ปุ่น มันก็เจ๋งมาก ครอบคลุม แม้จะยังรู้สึกงงกับมหากาพย์สายรถของมันมาก (เช่นเปลี่ยนสายแล้วทำไมต้องให้กูเดินขึ้นมาบนดินอีกรอบ) แผนที่ก็ไม่ค่อยจะมีภาษาอังกฤษอีก แต่คิดว่าถ้าไปอีกทีคงเริ่มเข้าใจ

ว่ากันด้วยเรื่องอาหารบ้าง เนื่องจากไม่ได้เน้นกินมาก ก็แดกๆกันไปให้มันอิ่ม พ่อดิฉันพกหมูทอดมาจากเมืองไทย กินสามวันมันยังไม่หมด ข้าวเหนียวเหลือจนวันที่ 4 มันขึ้นราจึงจำใจทิ้งไป ส่วนใหญ่จะกินร้านข้าวธรรมดาๆนี่ล่ะ อร่อยนะ คือยังไงมันก็อร่อยกว่ากินบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องร้านดังก็ได้ แต่เวลาไปนั่งกินร้านที่เป็นเคาน์เตอร์จะรู้สึกเกร็ง เพราะอีป้าคนขายจะมองว่า แกต้องกินให้หมดนะ แล้วข้าวหน้าต่างๆนี่ก็ไม่รู้จะให้ข้าวเยอะไปไหน กับหมดเราก็อิ่ม (เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด) แล้วจะให้กินข้าวเปล่าๆเนี่ยนะ หันไปดูอีคนญี่ปุ่นคนข้างๆ ห๊ะ? กินหมดทุกเม็ด มันกินกันเข้าไปได้ยังไง สุดท้ายก็กินไม่หมดนะ ได้แต่รีบๆ โกจิโซซามัสสสส แล้วกดอีเจคตัวเองออกมาเร็วๆ กลัวมันด่า ไปคราวนี้ได้กินซูชิแล้ว พี่อยากกินเนื้อย่างแต่ไม่ได้กิน ฮีบ่นตามระเบียบ เราก็อยาก แต่ทำไงได้ เอาไว้คราวหน้า ที่อยากกินแล้วไม่ได้กินคือเค้ก จะแห่กันเข้าไปนั่งในร้านก็จะแพงไง ไหนจะต้องสั่งน้ำอีก (สะเหร่อไปนั่งร้านกาแฟมาทีนึง สั่งน้ำราสเบอรี่ปั่น แก้วละ 250 จ้า) สั่งเค้กก้อนเดียวก็กลัวเค้าด่า จะซื้อเค้กในซุปเปอร์รึก็ต้องตะลอนๆทั้งวัน กว่าจะถึงบ้านเค้กบู้บี้หมดพอดี ซื้อชูครีมมาก้อนนึงยังแทบจะเป็นประสาทแดกตาย อุ้มมากว่าจะถึงโรงแรม 

เหลืออีกหลายย่านที่พลาดไป ทั้งในเมืองและนอกเมือง ก็แหงแหละ ไปแค่6-7วันมันจะไปครบได้ยังไง พูดถึงค่ากินค่าอยู่มันไม่ได้แพงกว่าฮ่องกงมากนะ (แพงกว่า แต่ไม่มากไง) แต่มันแพงค่าตั๋วเครื่องบินนี่ล่ะ เพราะค่าตั๋วสองหมื่นกว่านี่ไปทริปฮ่องกงได้สบายๆ แต่คิดอีกแง่ ไปอังกฤษค่าตั๋วสี่หมื่นกว่าเกือบห้าหมื่น แต่ห้าหมื่นนี่ไปทริปญี่ปุ่นได้เลยนะ (แกจะไปอังกฤษเมื่อไหร่เหรอ เปรียบเทียบทำไม?) เอาเถอะๆๆ แม้เราจะใกล้ตกงาน แฟนก็ตกงาน ร้านก็ขายของไม่ดี เงินเก็บก็ไม่มี แต่ไม่ตายมันต้องได้ไปอีกสิน่า 

เอาล่ะ มาเก็บเงินกันเถอะ วันละ 100-150 บาทก็ได้ไปแล้วนะทุกคน (ในความเป็นจริงเก็บได้เดือนละ 200) 

 โย่ว!!!! 

ข้อสรุปจากการไปครั้งนี้

  1. ราคายูนิโคล่เท่ากับเมืองไทยแต่เปลี่ยนเรตเป็นเยน ถูกมาก แต่แปลกว่าตอนอยู่โน่น จะไม่มีความรู้สึกอยากได้ยูนิโคล่เลย มันอยากได้แบรนด์อื่นมากกว่า (แถมมันก็ไม่มีเสื้อผ้าหน้าร้อนขายด้วย เพราะที่ญี่ปุ่นขายของตามฤดูกาล) แต่พอกลับมาไทยก็เสือกอยากได้ยูนิโคล่ขึ้นมา แล้วพอจะซื้อก็....รู้สึกว่าแพง (ก่อนนั้นไม่เคยรู้สึก)
  2. ร้านขายยาที่ขายเครื่องสำอางราคาไม่เท่ากัน และบางทีแพงกว่าเยอะด้วย ลองเดินสำรวจราคาก่อน (หรือถามผู้เชียวชาญว่าร้านไหนถูกกว่า) เราอยากซื้อฮาดะลาโบะแบบเมดอินเจแปนมาแต่กลัวหนักกระเป๋า แบกไม่ไหวแล้ว เลยตัดใจ แนะนำให้ซื้อพวกเครื่องสำอางชิ้นเล็กๆ ถูกมาก เบาด้วย (แต่กรูไม่ได้ซื้อ ง่าวจริงๆ)
  3. ขอแนะนำให้วันแรกที่คิดจะช้อปปิ้ง จงไปที่โอไดบะ เพราะห้างแถวนั้น tax free และยังมี outlet มากมาย รองเท้าบู้ทที่นั่นเป็นหนังแท้ คุณภาพดีกว่าที่เราซื้อจากในเมือง (ซึ่งเป็นหนังเทียมกากๆ ส่วนหนังแท้ที่ขายในห้างตกคู่ละหมื่นบาทอัพ) และราคาถูกกว่าครึ่ง ตกคู่ละพันบาทนิดๆเท่านั้น (แต่เราก็พลาด ไม่ได้ซื้อมา) เสื้อผ้า เสื้อโค้ท ถูกและไม่แพง เอาเป็นว่าถูกกว่าในเมืองเหอะ คราวหน้าเราจะพุ่งไปตรงนี้ก่อนแล้วค่อยไปในเมือง ฮ่าๆ (ป.ล. อยากได้เสื้อยี่ห้อนึง มันน่ารักมาก เดินเจอร้านมัน 3 ครั้งก็ยังคิดว่าไม่ซื้อละ จะกลับแล้ว ไม่ได้ใช้แล้ว สะกดจิตตัวเอง แต่พอกลับถึงเมืองไทยความอยากได้ยังคงอยู่ เก็บไปฝันกั