ในที่สุดชีวิตนี้ก็มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นเสียที

เรียกว่าเป็นการได้ไปแบบไม่คาดฝัน เพราะทีแรกคิดว่าคงยังไม่ได้ไปในเร็ววันนี้แต่ก็บังเอิญว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ได้ตั๋วเครื่องบินราคาดีมา ทุกอย่างจึงลงตัวแบบปุบปับ ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋า ไปกันเล้ย

ญี่ปุ่นเป็นประเทศในฝันของเรา และแน่ใจว่าของหลายคน โดยเฉพาะที่อายุเท่าๆกับเรา (เด็กสมัยนี้อาจจะอินกับเกาหลี คนรุ่นลุงรุ่นอาเราก็อาจจะอินกับอเมริกา แต่เราโตมาเป็นติ่งญี่ปุ่น ดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่ช่อง 3 เอามาฉายสมัยก่อนตอนบ่าย 3 โมง นานแค่ไหนก็คิดดูเอาเถิด.... แต่เกิดไม่ทันโอชินนะ อิอิ) ภาษาญี่ปุ่นก็เคยเรียน แต่ลืมไปหมดแล้ว ข้อมูลญี่ปุ่นก็เยอะอยู่ หนังสือไกด์บุ๊คกองสูงท่วมหัว (ถ้านั่ง) เรียกได้ว่า พร้อมมาตั้งแต่ชาติที่แล้วละ 

ก่อนไปก็หาข้อมูลเล็กน้อย ลิสต์รายการของที่อยากซื้อ หาแผนที่ร้านเพราะไม่อยากเป็นภาระคนอื่น เค้าพาไปย่านไหนก็จดไว้เลยว่าย่านนั้นๆมีร้านอะไรที่เราอยากไปบ้าง เงินก็เอาไปไม่เยอะเพราะมันไม่มี (หมดนั่นเอง) ของแบรนด์เนมเขาว่าที่โน่นแพงกว่าบ้านเรา (แหม พูดเหมือนมีเงิน) สินค้าโลคอลแบรนด์แบบดีไซเนอร์ทำเองขายเองก็แพงมาก สุดท้ายก็สรุปได้ว่า อยากจะได้สินค้าที่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นทั่วๆไป ก็เลยลิสต์ Kenzo กับ Issey Miyake ไว้ ส่วนแฟนก็อยากไปสักการะ Bathing Ape เป็นอันสรุปตามนี้ 

พอพูดว่าจะไปญี่ปุ่น แต่ละคนก็จะต้องมีสิ่งที่อยากไปเห็นไว้ในใจ แน่นอนว่ามันต้องไม่เหมือนกัน เราเองอยากไปดูรูปปั้นพวกสุนัข ที่ฐานของโตเกียวทาวเวอร์ (เป็นหมาเกือบ 20 ตัวที่ทีมสำรวจทิ้งไว้ที่แอนตาร์ติก้า 1 ปี และพวกมันก็อดตายตามๆกันไป มีทั้งที่ตายคาเชือกที่มัดไว้ ดิ้นไม่หลุด หรือหลุดแต่ออกไปตายข้างนอก เหลือรอดแค่ 2 ตัวคือทาโร่ กับจิโร่ ใครอยากรู้เพิ่มต้องไปหาละครมาดูค่ะ ดิฉันร้องไห้ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย) แต่ก่อนไปอ่านข่าวว่าเขาย้ายไปแล้ว ไปอยู่ศูนย์วิจัยอะไรไม่รู้ ไกลก็ไกล ไปก็ยาก ก็ต้องตัดใจ จะไปหารูปปั้นริกิก็อยู่ไหนก็ไม่รู้ เหมือนจะอีกจังหวัด อนุเสาวรีย์ทาโร่กับจิโร่ก็อยู่ที่ไหนไม่รู้ที่มันมีเรือมีท่าเรือ สรุปว่าถอดใจ ก็เลยคิดว่าไปดูฮาจิโกะก็แล้วกัน มันก็เป็นหมาที่ดีเหมือนกันนะ (ยังไม่กล้าดูหนังเลย) 

อีกที่ที่อยากไปมากก็คือพิพิธภัณฑ์จิบลิ แต่พอบอกคณะทัวร์ของเราไป ทุกคนทำเหวอและถามว่า “มันคืออะไรเหรอ” โอเค คงไม่มีใครอินกับฉัน ไม่ไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ที่คิดว่าอยากจะไปมิวเซียมทั้งหลายแหล่เลยมีอันต้องพับไปทั้งสิ้น (เราไปกันเป็นครอบครัว ไม่ได้ไปกับทัวร์ก็จริง แต่ฉันก็มีลักษณะคล้ายเห็บ เค้าไปทางไหนก็ไปด้วย) 

ว่ากันตามตรง ฉันเป็นคนชอบเที่ยวในเมือง เที่ยวในเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเที่ยวห้างหรือช้อปปิ้งเสมอไป หมายถึงการดูสิ่งปลูกสร้างในเมือง เช่น อยากดูตึกอาซาฮีที่เหมือนก้อนขี้ อยากเห็นโตเกียวสภายทรี โตเกียวทาวเวอร์ อยากดูร้านค้าน่ารักๆ ไปดูพวกงานประติมากรรม พิพิธภัณฑ์ อะไรพวกนี้ที่บ้านเรามันไม่มี บ้านเรามีแต่อนุเสาวรีย์ผู้สร้างเมือง วีรบุรุษโน่นนี่ ไม่ก็รูปปั้นสัตว์ 12 นักษัตรที่ดูขาดๆเกินๆ รูปปั้นช้าง และอะไรที่เรารู้ๆกัน

พี่ชายฉัน(ผู้ซึ่งเป็นคนจัดทัวร์) เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ ฉันไม่ได้รังเกียจธรรมชาติ ไปก็ไปได้ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่า ฉันก็ชอบดูอาคารบ้านเรือนมากกว่าดูต้นไม้ พี่จัดโปรแกรมไปนิกโก้ ฉันก็ไปเสิร์ชกูเกิ้ลดูก่อน เออ สวยดี เมืองก็น่ารัก ก็เลยอยากไป พอไปแล้วก็สนุกนะ เมืองมันน่ารักมาก ถึงแม้ว่าใบไม้จะยังไม่ค่อยแดง (แต่ขึ้นดอยไปสูงๆมันก็แดงนะ) แต่นิกโก้เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรทำมากๆ เข้าขั้นเงียบฉี่ พอดูใบไม้เสร็จ ลงมาในตัวเมืองก็เริ่มมืด เราก็เดินไปตามถนนจนไปเจอร้านราเมงแบบว่ามันหนาวมาก กินร้านนี้ล่ะวะ แต่ปรากฏว่าอร่อยมาก พอเราออกจากร้านมาไม่เท่าไหร่ ร้านก็ปิด ออกมาเดินเล่นก็พบว่าเมืองทั้งเมืองปิดไฟหลับกันไปหมดแล้ว เฮ้ เพิ่งจะทุ่มเนี่ยนะ ไม่มีอะไรทำเลย ก็ต้องเที่ยวเล่นในร้านสะดวกซื้อ ซื้อขนมมากิน ไพ่ก็ไม่มีเล่น สุดท้ายก็นอนหลับ (เตียงมีฮีตเตอร์ อุ่นมาก เหมือนเป็นข้าวแคบนอนบนเตาปิ้ง แต่มารู้ตอนเช้าว่าเตียงของทุกคนฮีตเตอร์ไม่ทำงาน นอนหนาวกัน ดิฉันนอนอุ่น ค่อนไปทางร้อนอยู่คนเดียว เฮ้... เราไม่ได้เลือกคนแรกนะ)

 ถามว่านิกโก้สนุกไหม ฉันก็สนุกนะ มันสวยดี อากาศก็ดี แต่เราอยู่ที่นั่นสองวันเต็มๆ กว่าจะกลับมาถึงโตเกียวก็มืด และเพราะเราไปแค่อาทิตย์เดียว ทุกคนก็อยากจะไปให้คุ้มๆหลายๆที่ พ่อก็เริ่มงอแงอยากกลับละ (พ่อกับฉันเป็นพวกชอบเที่ยวเมือง แม่กับพี่เป็นพวกชอบธรรมชาติ) ฉันว่าถ้าไปนิกโก้แค่วันเดียวแล้วกลับมาซักบ่ายๆ พ่อคงไม่งอแงมาก ด้วยเหตุนี้พ่อจึงไม่ยอมไปฮาโกเน่เพื่อจะไปดูภูเขาไฟฟูจิ พี่ก็พยายามเคี่ยวเข็ญว่ามาญี่ปุ่นจะไม่ไปฟูจิได้ยังไง แล้วความซวยก็มาตกที่ฉันเพราะทุกคนโหวตกันหมดแล้วคะแนนเสมอ ฉันต้องตัดสินใจ (ซึ่งฉันก็อยากจะบอกว่า ถ้าพี่อยากจะพาไปจริงๆก็ไม่ต้องให้โหวตหรอก ก็พาไปเลยก็ได้) ฉันถามว่า ถ้าไม่ไปฟูจิจะไปไหนแทน คำตอบคือก็เที่ยวในโตเกียว ฉันก็เลยบอกว่า งั้นไม่ไปก็ได้ (เพราะฉันคิดว่าเวลาแค่นี้ยังไงก็เที่ยวไม่ทั่วเมือง โตเกียวกว้างจะตาย แถมต้องไปซื้อตั๋วที่ไหนไม่รู้ซึ่งปิด 6 โมง ณ ตอนนั้นจะไปซื้อทันรึเปล่าก็ไม่รู้) สรุปก็เลยแคนเซิลการไปฟูจิ และความผิดทั้งหมดมาตกที่ฉันเต็มๆ -_- 

โตเกียวของเราไม่เท่ากัน (คล้ายชื่อเพลง) บางคนบอกว่า มาโตเกียวต้องไปนั่น ไปนี่ มาญี่ปุ่นต้องไปดูสิ่งนั้น กินสิ่งนี้ คำถามคือ ทำไมเราต้องทำอะไรเหมือนคนอื่นไปเสียหมด อ่านได้ ฟังได้ แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผน ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะทุกคนก็ไม่ได้ชอบเหมือนเรา ส่ิงที่เราเห็น คนพวกนั้นอาจจะไม่ได้เห็นก็ได้ รูปที่เราถ่าย บางคนก็ถามว่าถ่ายอะไรมา แต่เราว่ามันก็ดีกว่าถ่ายแต่หน้าตัวเองเห็นวิวข้างหลังพลอมแพลมล่ะน่า เวลาดูรูปถ่ายคนอื่นไปเที่ยวเมืองนอก หลายครั้งก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาเลย เพราะรูปที่เค้าถ่ายมามีแต่รูปเจ้าตัวยืนในมุมต่างๆ ไม่ได้ถ่ายในสิ่งที่เราอยากเห็นนี่นา ในเมื่อจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้คือพี่อยากพาพ่อกับแม่มาเที่ยว ถ้าอะไรที่เค้าไปแล้วแฮ้ปปี้มีความสุข มันก็น่าจะพอแล้วใช่ป่าว ในเมื่อพ่อชอบเดินในเมือง พาไปดอยแล้วหน้าหงิกหน้างอ แล้วจะไปบังคับทำไม (หรือจะบังคับเลยก็ได้ ก็ไม่ต้องถามแกถ้ากลัวว่าผลมันจะทำให้เสียแผน) สำหรับฟูจิเราก็อยากเห็น เรือล่องทะเลสาบที่ฮาโกเน่เราก็อยากนั่ง ขนาดเตรียมชุดใส่ขึ้นดอยมาแล้วด้วย อยากไปซื้อคิตตี้ไข่ดำ แต่เอาเถอะ ไม่ตายมันก็ต้องได้กลับมาอีกสิน่า

ของที่ซื้อมา เราซื้อเสื้อโค้ทไป 2 ตัว (และยังอยากได้อีก) รองเท้าบู้ท 3 คู่ มีคำถามว่า หลังจากนี้จะใส่ไปไหน ไม่แคร์ นั่นไม่ใช่ประเด็น ฉันซื้อเพราะฉันอยากได้ เท่านั้น จบ ซื้อของบ้าบอคอแตก หยอดกาจาปองไปอีกหลายบาท ซึ่งมันไม่ใช่ของที่ควรซื้อแบบที่ใครต่อใครบอกมา อยากได้อะไรก็ซื้อ ชอบอะไรก็กิน เงินหมดก็รูด ช่างหัวมัน กลับมาค่อยว่ากัน คนเราชอบไม่เหมือนกัน ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก

สิ่งที่เสียดายมากๆคือ เราหาร้านขายยางลบสำหรับแกะไม่เจอ ไม่ได้ซื้อของจุกจิกและพวกทำงานฝีมือ จะว่าไม่มีเวลาทอดน่องก็คงจะด้วย เข้าร้านหนังสือว่าจะซื้อหนังสืองานฝีมือก็หาแผนกนั้นไม่เจอ ไปร้านขายยาที่ขายเครื่องสำอางเยอะๆ มันก็เยอะซะจนไม่รู้จะซื้ออะไร พอกลับมาบ้านแล้วถึงอยากได้ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว

ถามว่าชอบอะไรที่ญี่ปุ่น พอดีไปช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก็เลยตอบว่าชอบอากาศ ถ้าไปฤดูหนาวก็คงหนาวไป ฤดูร้อนก็คงขอลา บ้านฮาก็ร้อนจะไปทำไม แต่อากาศแห้งมาก ทำให้มือแห้งจนหนังรอบๆเล็บลอก แตกลายงา กลับบ้านมาแล้วยังไม่หาย นอกจากนี้ก็ชอบรถไฟ คือเป็นคนชอบการเดินทางด้วยรถไฟนะ สมัยที่กรุงเทพยังมีแต่รถเมล์เวลาไปกรุงเทพเราก็ไม่ได้ไปไหนเลย เพราะโง่มากเรื่องสายรถเมล์ (คนบ้านนอก) แต่พอเค้ามีรถไฟฟ้าเราก็ไปได้ทุกที่ที่รถไฟฟ้าไปถึง พอไปสิงคโปร์ ฮ่องกง ก็ชอบที่มีรถไฟ มาเจอรถไฟญี่ปุ่น มันก็เจ๋งมาก ครอบคลุม แม้จะยังรู้สึกงงกับมหากาพย์สายรถของมันมาก (เช่นเปลี่ยนสายแล้วทำไมต้องให้กูเดินขึ้นมาบนดินอีกรอบ) แผนที่ก็ไม่ค่อยจะมีภาษาอังกฤษอีก แต่คิดว่าถ้าไปอีกทีคงเริ่มเข้าใจ

ว่ากันด้วยเรื่องอาหารบ้าง เนื่องจากไม่ได้เน้นกินมาก ก็แดกๆกันไปให้มันอิ่ม พ่อดิฉันพกหมูทอดมาจากเมืองไทย กินสามวันมันยังไม่หมด ข้าวเหนียวเหลือจนวันที่ 4 มันขึ้นราจึงจำใจทิ้งไป ส่วนใหญ่จะกินร้านข้าวธรรมดาๆนี่ล่ะ อร่อยนะ คือยังไงมันก็อร่อยกว่ากินบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องร้านดังก็ได้ แต่เวลาไปนั่งกินร้านที่เป็นเคาน์เตอร์จะรู้สึกเกร็ง เพราะอีป้าคนขายจะมองว่า แกต้องกินให้หมดนะ แล้วข้าวหน้าต่างๆนี่ก็ไม่รู้จะให้ข้าวเยอะไปไหน กับหมดเราก็อิ่ม (เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด) แล้วจะให้กินข้าวเปล่าๆเนี่ยนะ หันไปดูอีคนญี่ปุ่นคนข้างๆ ห๊ะ? กินหมดทุกเม็ด มันกินกันเข้าไปได้ยังไง สุดท้ายก็กินไม่หมดนะ ได้แต่รีบๆ โกจิโซซามัสสสส แล้วกดอีเจคตัวเองออกมาเร็วๆ กลัวมันด่า ไปคราวนี้ได้กินซูชิแล้ว พี่อยากกินเนื้อย่างแต่ไม่ได้กิน ฮีบ่นตามระเบียบ เราก็อยาก แต่ทำไงได้ เอาไว้คราวหน้า ที่อยากกินแล้วไม่ได้กินคือเค้ก จะแห่กันเข้าไปนั่งในร้านก็จะแพงไง ไหนจะต้องสั่งน้ำอีก (สะเหร่อไปนั่งร้านกาแฟมาทีนึง สั่งน้ำราสเบอรี่ปั่น แก้วละ 250 จ้า) สั่งเค้กก้อนเดียวก็กลัวเค้าด่า จะซื้อเค้กในซุปเปอร์รึก็ต้องตะลอนๆทั้งวัน กว่าจะถึงบ้านเค้กบู้บี้หมดพอดี ซื้อชูครีมมาก้อนนึงยังแทบจะเป็นประสาทแดกตาย อุ้มมากว่าจะถึงโรงแรม 

เหลืออีกหลายย่านที่พลาดไป ทั้งในเมืองและนอกเมือง ก็แหงแหละ ไปแค่6-7วันมันจะไปครบได้ยังไง พูดถึงค่ากินค่าอยู่มันไม่ได้แพงกว่าฮ่องกงมากนะ (แพงกว่า แต่ไม่มากไง) แต่มันแพงค่าตั๋วเครื่องบินนี่ล่ะ เพราะค่าตั๋วสองหมื่นกว่านี่ไปทริปฮ่องกงได้สบายๆ แต่คิดอีกแง่ ไปอังกฤษค่าตั๋วสี่หมื่นกว่าเกือบห้าหมื่น แต่ห้าหมื่นนี่ไปทริปญี่ปุ่นได้เลยนะ (แกจะไปอังกฤษเมื่อไหร่เหรอ เปรียบเทียบทำไม?) เอาเถอะๆๆ แม้เราจะใกล้ตกงาน แฟนก็ตกงาน ร้านก็ขายของไม่ดี เงินเก็บก็ไม่มี แต่ไม่ตายมันต้องได้ไปอีกสิน่า 

เอาล่ะ มาเก็บเงินกันเถอะ วันละ 100-150 บาทก็ได้ไปแล้วนะทุกคน (ในความเป็นจริงเก็บได้เดือนละ 200) 

 โย่ว!!!! 

ข้อสรุปจากการไปครั้งนี้

  1. ราคายูนิโคล่เท่ากับเมืองไทยแต่เปลี่ยนเรตเป็นเยน ถูกมาก แต่แปลกว่าตอนอยู่โน่น จะไม่มีความรู้สึกอยากได้ยูนิโคล่เลย มันอยากได้แบรนด์อื่นมากกว่า (แถมมันก็ไม่มีเสื้อผ้าหน้าร้อนขายด้วย เพราะที่ญี่ปุ่นขายของตามฤดูกาล) แต่พอกลับมาไทยก็เสือกอยากได้ยูนิโคล่ขึ้นมา แล้วพอจะซื้อก็....รู้สึกว่าแพง (ก่อนนั้นไม่เคยรู้สึก)
  2. ร้านขายยาที่ขายเครื่องสำอางราคาไม่เท่ากัน และบางทีแพงกว่าเยอะด้วย ลองเดินสำรวจราคาก่อน (หรือถามผู้เชียวชาญว่าร้านไหนถูกกว่า) เราอยากซื้อฮาดะลาโบะแบบเมดอินเจแปนมาแต่กลัวหนักกระเป๋า แบกไม่ไหวแล้ว เลยตัดใจ แนะนำให้ซื้อพวกเครื่องสำอางชิ้นเล็กๆ ถูกมาก เบาด้วย (แต่กรูไม่ได้ซื้อ ง่าวจริงๆ)
  3. ขอแนะนำให้วันแรกที่คิดจะช้อปปิ้ง จงไปที่โอไดบะ เพราะห้างแถวนั้น tax free และยังมี outlet มากมาย รองเท้าบู้ทที่นั่นเป็นหนังแท้ คุณภาพดีกว่าที่เราซื้อจากในเมือง (ซึ่งเป็นหนังเทียมกากๆ ส่วนหนังแท้ที่ขายในห้างตกคู่ละหมื่นบาทอัพ) และราคาถูกกว่าครึ่ง ตกคู่ละพันบาทนิดๆเท่านั้น (แต่เราก็พลาด ไม่ได้ซื้อมา) เสื้อผ้า เสื้อโค้ท ถูกและไม่แพง เอาเป็นว่าถูกกว่าในเมืองเหอะ คราวหน้าเราจะพุ่งไปตรงนี้ก่อนแล้วค่อยไปในเมือง ฮ่าๆ (ป.ล. อยากได้เสื้อยี่ห้อนึง มันน่ารักมาก เดินเจอร้านมัน 3 ครั้งก็ยังคิดว่าไม่ซื้อละ จะกลับแล้ว ไม่ได้ใช้แล้ว สะกดจิตตัวเอง แต่พอกลับถึงเมืองไทยความอยากได้ยังคงอยู่ เก็บไปฝันกันเลยทีเดียว สุดท้ายก็ต้องสั่งซื้อและฝากเพื่อนส่งมา เสียทั้งค่าส่ง ไม่ได้ลดภาษี ฯลฯ ฉลาดมากค่ะกู)
  4. อย่าลืมขอคืนภาษี เราซื้อของหลายช้ินมากราคาเกินหมื่นเยน และก็ไม่ได้ขอคืนซักร้าน ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ลืม โง้....โง่ 
  5. แหล่งช้อปปิ้งที่เราชอบคือ Omotesando และชิบูย่า ฮาราจูกุก็ได้บางร้าน แต่รวมๆมันค่อนข้างเป็นโซนเด็กมัธยม เกินวัยไปนิด กินซ่าไปเดินแล้วซื้ออะไรไม่ได้ซักอย่าง (รวยไป) ชินจูกุมีเวลากับมันน้อยไปหน่อย ห้างเรียงกันล้านแปด ไม่รู้จะเข้าอันไหนเป็นอันไหน มึน ที่พักอยู่แถวอิเคะบุคุโระ ซึ่งมีห้างตรึม ร้านข้างนอกเพียบ แต่ใช้เวลากับมันน้อยมาก (มีโตคิวแฮนด์ด้วย ซึ่งอิฉันไม่ได้เข้า เศร้าใจ) 
  6. การใช้อินเตอร์เนต เราเช่า pocket wifi ข้อเสียคือแบตหมดเร็ว ได้มาวันแรก แบตหมด อีนี่ก็ไม่รู้จักชาร์ตมาให้ หรือถ้าแกไม่ชาร์ต แกทำไมไม่ปิดเครื่องก่อนวะ ส่งของมาทั้งที่แบตหมด หรือเปิดเครื่องทิ้งไว้ก็ไม่รู้ล่ะ แต่พอเราได้ของมาวันแรกก็เปิดไม่ออก แล้วเราก็ตะลอนๆข้างนอกทั้งวันจะไปชาร์ตตอนไหน สรุปว่าวันแรกทั้งวันไม่ได้ใช้ พอไปนิกโก้สองวันก็ชนบทไป ใช้ไม่ได้อีก เสียไป 3 วันฟรีๆ พอกลับมาในเมือง เปิดตอนเช้า ตกบ่าย แบตหมดอีก เพิ่งจะมาฉลาดเอาวันสุดท้ายคือใช้วิธีปิดๆเปิดๆ จะเล่นค่อยเปิด สรุปไม่ค่อยเวิร์คนะ ถ้าไปคนเดียวเปิดโรมมิ่งเหอะ แต่นี่ไปกันหลายคน คราวหน้าเอาไงดีวะ (ไวไฟที่โรงแรมมี แต่ผีเข้าผีออก)
  7. ข้าวกล่องรถไฟคุณภาพตามราคา กินได้ เวลาหิวก็อร่อย ข้าวกล่องคอนบินิซื้อมาแต่ไม่ได้กิน มันบูดก่อน เลยบอกไม่ได้ (คือซื้อมาเยอะเกิน กินไม่ทัน เสียดายเงิน ตั้ง 700 เยน ซื้อตอนลดราคา 50 เปอร์เซนต์) ส่วนปลาดิบที่ซื้อมาไม่อร่อยแฮะ สงสัยเป็นปลาประหลาดที่เราไม่รู้จัก 
  8. ขนมเหี้ยอะไรที่ขายตรงซุปเปอร์ใต้ห้าง ซื้อมาอร่อยหมด 
  9. ผู้ชายญี่ปุ่นหน้าตาเบสิค ค่าเฉลี่ยพอใช้ พวกวัยรุ่นดูแซ้บไป (เลยวัยแล้วสินะ) สรุปแล้วชอบซาลารี่แมนอายุน้อย
  10. ผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ได้ขาใหญ่และโก่งแบบที่เคยเห็นอีกต่อไป แม้ไม่ใช่ดาราก็ขาเรียวงาม (ฮึบๆๆ ออกกำลังตอนนี้ทันไหมนะ)
  11. ไปคราวนี้ไม่หลงเพราะพี่สะใภ้เป็นหัวหน้าทัวร์ (เป็นอดีตนักเรียนทุนผู้คร่ำหวอดและเคยใช้ชีวิตอยู่นานกว่าปี และยังไปๆมาๆ) แต่ถ้าไปเอง...หลงแน่ๆ 

 



 
เนื่องจากช่วง 3 เดือนนี้เรางดกินเนื้อสัตว์

อย่าถามหาเหตุผลค่ะ จะว่าแก้บนก็ไม่ใช่เพราะไอ้ที่บนไว้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่อยากแก้แล้ว แก้ไปก่อนละกัน (มีคนหาว่าเราล้อบบี้พระ...ไม่ใช่นร้าาา)
ช่วงนี้ก็เลยต้องหาอะไรกินที่มันไม่ใช่เนื้อ แล้วก็หัดลองทำอะไรเองกุ๊กกิ๊กๆนิดหน่อย เปิดดูตามเนต ไปเรื่อยเปื่อย วันก่อนลองทำผักโขมอบชีส อร่อย แต่พอลองทำซุปเห็ด ปรากฏว่าท้องเสียทั้งบ้าน (เย้)
 
สำหรับเมนูง่ายแสนง่ายในวันนี้ได้แก่ ขนมปังกระเทียมหน้าเห็ดและผักโขมอบชีส เย้ๆๆๆๆๆ

อ่อ ลืมบอกไปว่า เราเป็นคนที่ทำกับข้าวไม่เป็น ไม่เคยทำ เราไม่ชอบความร้อน ไม่ชอบเตาแก๊ส ไม่ชอบไฟ เราแยกเนื้อไก่ดิบกับเนื้อหมูดิบไม่ออก ไม่รู้จักกะหล่ำกับผักกาดว่าต่างกันตรงไหน ต้มโจ๊กไม่สุก มาม่าเราก็เวฟเอา ... ฯลฯ คือเป็นคนที่สกิลการทำอาหารแย่เข้าขั้นแย่มาก ที่รอดตายมาเป็นคนนี่เพราะว่าที่บ้านมีคนทำให้กิน แต่ก็อยากจะทำอะไรบ้าง อาหารที่เราชอบทำจึงเป็นพวกอาหารเย็นๆ แช่ตู้เย็น อาหารอบ เป็นต้น (เพราะเราไม่ต้องเผชิญหน้ากับไฟ) ด้วยเหตุนี้ เมนูและวิธีทำในวันนี้จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า 1.มักง่ายที่สุด 2.ไม่ใช้ไฟถ้าไม่จำเป็น 3.อย่าลืมว่าคนเขียนเรื่องนี้ทำอาหารไม่เป็น (นี่ไม่ใช่บล๊อคสอนทำอาหารนะคุ๊ณณณ) 

มาเริ่มกันที่วัตถุดิบ
 
ประกอบไปด้วย ขนมปัง ซึ่งใช้อะไรก็ได้นะ ฟาร์มเฮาส์ฟาร์มเฮ้วอะไรก็ได้ , ชีส (ค้นพบแล้วว่าแบบที่เค้าตัดแบ่งขายอร่อยกว่าแบบที่ฟรีสมาจากโรงงาน อธิบายไงดีหว่า เอ่อ คือ เอาแบบที่มันตัดๆแบ่งๆอ่ะ อร่อยกว่า นึกออกนะ) , เห็ดอะไรก็ได้เห้อะ ผักโขม แล้วก็ไข่ไก่จ๊ะ

 
ดีใจเจอเตาอบซ่อนอยู่ในตู้เก็บของ เก่างั่ก แต่ไม่เคยถูกใช้งาน เอาขนมปังหั่นๆมาอบก่อน ซัก 3 นาทีนะ ให้มันแข็งๆ (อันนี้ในหนังสือบอกมา)

 
หั่นผักกับเห็ด เอาไปลวก (ขั้นตอนนี้หลีกเลี่ยงแก๊สโดยการต้มในหม้อสุกี้ไฟฟ้า) ตำกระเทียมและพริกไทยเม็ด ปรุงด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว น้ำตาลทราย อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใช่ช้อนโต๊ะที่เอาไว้ชั่งตวงวัดนะ ใช้ช้อนโต๊ะที่กินข้าว 5555555) แล้วก็ตีไข่ คนๆๆๆๆ ให้มันผสมกัน
 
เสร็จแล้วเอาวางบนขนมปัง โปะๆๆ ลงไป 
 
เราซื้อที่ขูดผักมาจากไดโซะ ใช้ดีนะ ขูดแล้วมันจะลงไปในกระป๋อง มีฝาปิดด้วย ขูดชีสแล้วก็เอามาวางๆ (จริงๆชีสที่ถ่ายรูปกับอันที่เอามาขูดคนละอันกัน 5555 หยิบผิด อันที่ถ่ายรูปอร่อยกว่า ยืดเยิ้มกว่า แต่อันนี้ก็โอเค้)

 
เอาเข้าเตา อบจ๊ะ ซึ่งกว่าจะฉลาดและเข้าใจเตาอบของตัวเองก็ปาเข้าไปถาดที่ 3 สองถาดแรกไหม้ ตูดดำเชียว ไม่รู้ว่าตั้งไฟบนไฟล่างยังไง ถาดที่สามก็ไปเอาถาดมารอง แล้วก็ค้นพบว่า เอ๊ะ มันตั้งเอาแค่ไฟบนได้นี่หว่า เอาไว้คราวหน้าดีกว่า (แต่ครั้งก่อนเอาเตาอบไก่ของคุณแม่บ้านมาอบ ใช้ได้ดีนะ)

จบการทำอาหารอันแสนง่ายแต่เพียงเท่านี้ รับประกันความง่าย เพราะแม้แต่เรายังทำได้ บุคคลผู้มีความสามารถด้านอาหารคนอื่นจะต้องทำได้ดีกว่าแน่นอน

วันนี้ไปละ สวัสดีจ๊ะ  

Hong Kong 2013 : A journey to Rubber Duck

posted on 22 May 2013 17:35 by nyanta in Story

ไปเที่ยวช่วงปิดเทอมมาค่ะ 

ทริปฮ่องกงแบบสั้นๆ 4 วัน 3 คืน เกิดจากการจองตั๋วเครื่องบินเล่นๆกับเพื่อน เห็นแอร์เอเชียโฆษณาว่ามีโปรโมชั่น0บาทอะไรก็ว่าไป แต่พอจองไปจองมา ราคาก็ 7xxx ไม่ได้ถูกเลยนะนี่ (ไม่รู้ว่าคนที่จองได้ 2 พันกว่าบาทนี่เขาใช้เทคนิคอะไร) แต่ว่าจะจองแล้วล่ะ ก็เลยกดๆไป 

ด้วยความบังเอิญ เราได้ข่าวว่าเป็ดน้อย Rubber Duck (ของคุณดีไซเนอร์ Florentijn Hofman) จะมาฮ่องกงในช่วงนั้นพอดี สร้างความปิติยินดีแก่เราเป็นยิ่งยวด แต่ทว่า........ 2 วันก่อนการเดินทาง เป็ดของเราก็แฟบ (aka ผิ่ว) และค่อยๆ กลายสภาพเป็นไข่ดาวในที่สุด เจ็บปวดหัวใจมากๆ 

แต่จองแล้ว ก็ต้องไป ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า "มันอาจจะซ่อมทัน"

ว่าแล้วก็ ออกเดินทาง 

เราเลือกที่จะบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง มากกว่า เชียงใหม่-มาเก๊า ด้วยเหตุผลสั้นๆ คือ เคยนั่งเรือแล้วเมาเรือ อ้วกแตก ก็เลยยอมที่จะบินไปกรุงเทพก่อน นอนที่สนามบิน 1 คืน แล้วค่อยต่อเครื่องไปฮ่องกง ถามว่านอนที่สนามบินลำบากไหม ก็เคยนอนนะ ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครๆ เค้าก็ทำกัน แต่คราวนี้มันต่างออกไปค่ะ

ก่อนนั้นเราเคยนอนก็จริง แต่เป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกว้างขวาง แต่ที่นี่ ดอนเมือง ค่ะ เก้าอี้ทั้งหมดถูกจับจองไปแล้ว กว่าเราจะหาที่ลงนอนได้ก็แทบแย่ ก็จัดการตระเตรียมที่หลับที่นอน เอนหัวลงนอน กำลังจะเคลิ้มๆ หลับ ก็มีเสียงหัวเราะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ดังลั่น กำลังจะหลับๆ ก็มีเสียงคนจีนคุยกันช้งเช้ง ยัง ยังไม่พอ แฟนลุกไปฉี่แป๊บเดียว กลับมา คนจีนยึดที่นอนไปเรียบร้อย พวกเธอมากันมานั่งตรงที่เรานอน 7-8 คน (ทั้งที่ถัดไปอีกโซนก็มีที่ว่าง พอให้คณะของเธอนั่งได้) พวกเราก็ตื่น เพราะหล่อนๆเสียงดังกันมาก เราก็เซ็ง ลุกมานั่ง ไม่นงไม่นอนละ พวกแม่นางจีนเหล่านั้นพากันเมาท์มอยเสียงดัง กินมาม่า ค่อยๆเรียกเพื่อนมานั่งเพิ่มขึ้นๆ แล้วในที่สุด พอมันอิ่มมาม่า มันก็ลงนอน (ในที่ที่มันเพิ่งไล่เราลุกตะกี้) เป็นอันว่าพวกเราไม่ได้นอน ต้องสะโหลสะเหลไปขึ้นเครื่อง บินงวดนี้ไม่มี jet lag แต่เป็น เจ๊ก lag เพลียมากๆ พอขึ้นเครื่องสลบเหมือนโดนทุบหัวเลย 


ดูสิ.... ไม่เหลือที่ให้นอน

เราเป็นคนที่ไม่ชอบไปวัด ไม่ชอบเที่ยวชมธรรมชาติ (เป็นคนดี) แต่พอดีเพื่อนที่ไปด้วยกันอยากจะไปไหว้พระใหญ่ บวกกับเราไม่เคยไปก็เลยโอเค ไปก็ได้ จากการหาข้อมูลมา คนส่วนหนึ่งบอกว่าให้ฝากของไว้ที่สนามบินก่อน แล้วก็ไปไหว้พระ แล้วค่อยกลับมาเอากระเป๋า ก่อนเข้าที่พัก ตกลงตามนั้น พอลงเครื่องดิฉันก็เดินหาที่ฝากกระเป๋า ชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อใบ แพงใช้ได้ กะจะฝากซัก 2 ชั่วโมง แต่พอฝากกระเป๋าปุ๊บ แฟนบอก ปวดขี้ .... อ่ะ ไปส่งขี้ พอขี้เสร็จก็อยากจะซื้อซิมโทรศัพท์ ก็เดินหาร้านอีก ซึ่งร้านขายซิมนั้น อยู่บนชั้นสอง (ที่มันเรียกว่า Level 7 หาซอย G แล้วไปสุดซอยนะฮะ) ในส่วนขาออกนอกประเทศ ตลกไหมล่ะ เอาซิมไปขายที่ขาออก จะออกแล้วจะซื้อซิมไปทำซากอ้อยอะไร กระบวนการเดินหาที่ขี้และซื้อซิมนี้ กินเวลาไป 1 ชั่วโมง เอาเหอะ ไปวัดซะที

(FYI: sim card "one two free" มีจำหน่ายที่ร้าน 1010 ซึ่งมีในเมืองทั่วไป ราคา ณ วันที่เราไป 98 เหรียญ สมัครแพ็คเกจเนต 78 เหรียญ สำหรับ 7 วัน ที่เหลือใช้โทรกลับไทยกับโทรหาคนในฮ่องกงได้อีกนิดหน่อย คุณป้าเจ้าหน้าที่จัดการเปลี่ยนซิมและสมัครโปรให้แบบคล่องมากๆ ทำพร้อมกันสามเครื่องได้ด้วย) 

ด้วยความเข้าใจผิดของเรา (ทั้งที่หาข้อมูลแล้วว่าจะเข้าเมืองด้วยการนั่งรถบัส ไม่เลือกรถไฟ Airport Express เพราะแพงและรถรับส่งตามโรงแรมมันก็คงไม่ส่งเราที่โรงแรมถูกๆของเรา มั้ง...) แต่อีบทจะไปไหว้พระ หาข้อมูลไว้มันบอกให้ไปทางรถไฟ (อีคนเขียนมันคงไม่ได้เริ่มต้นที่สนามบิน และเราก็ลืมว่าอีกระเช้ากับห้าง City gate มันอยู่ที่เดียวกัน ลืมสนิทจริงๆ ง่าวต๋าย) ดิฉันก็กระโดดขึ้นรถไฟทันที จะว่าเป็นเรื่องเศร้าก็ได้ เพราะตอนเดินขึ้นไป รถไฟมันเปิดประตูอ้ารออยู่พอดี ถ้ามันยังไม่มา เราก็คงจะมีเวลาได้ฉุยฉายอ่านป้ายอะไรบ้าง พอขึ้นไป ประตูก็ปิด ดิฉันก็ถึงได้สำเหนียกว่า "ชิบหาย!!!! กูขึ้นผิดขบวน" หรือจะพูดอีกอย่างคือ "กูไม่ควรขึ้นรถไฟ"

 

 

ค่ะ ขึ้นแล้วก็ต้องขึ้น (ลงไม่ได้นิ) ลูกทัวร์สองหน่อของเราก็หน้าเหลอหลา อ่าว ผิดเหรอ ทำไงดี ... ก็ลงสถานีหน้าละกัน อีรถไฟความเร็วสูงนี้ก็พาเราไปลงที่สถานที Tsing Yi  หมดเงินไป 60 เหรียญ แพงเหี้ยๆ 

 เสร็จแล้วจึงกระทำการเปลี่ยนรถมาเป็นรถไฟปกติ ไปที่ตุงชุง (หรือมันจะอ่านอย่างอื่นก็ช่างเหอะ) ไปขึ้นกระเช้าจะไปไหว้พระใหญ่ แล้วพอไปถึงก็พบกับภาพนี้

 

แม่เจ้า!!!! คิวยาวเป็นหางว่าง ขดไปขดมา แล้วดิฉันจะได้ขึ้นกระเช้ากี่โมง เข้าคิวอยู่ 15 นาที พิจารณาจากจำนวนคนและความเร็วกระเช้าแล้ว จะได้ลงมากี่โมงหว่า ค่าฝากกระเป๋าก็ล่วงเลยเข้าไป 4 ชั่วโมงแล้ว ฝนก็ทำท่าจะตก ก็เลยตัดสินใจว่า ขึ้นรถเมล์กลับสนามบินดีกว่า (ฉลาดแล้ว กลับด้วยรถเมล์) แต่ก่อนกลับก็ไม่ลืมสักการะห้าง แวะช้อปปิ้งที่ Citygate ได้รองเท้ามา 1 คู่และกระเป๋ามา 1 ใบ (ค้นพบในภายหลังว่ารองเท้าที่มงก๊กถูกกว่าประมาณ 500 บาทไทย - โง่คำรบสอง) 

การเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมือง เราเลือกใช้รถ City flyer สาย A21 ซึ่งหาข้อมูลมา ค่าบริการคนละ33 เหรียญ มันบอกว่าคนที่พักโรงแรมเราให้ลงที่ป้าย 7 ซึ่งพอเราลงมาจากรถพร้อมกระเป๋าไซส์จัมโบ้ 3 ใบ ก็ยืนงงเป็นกะเหรี่ยงกันอยู่ริมถนน แล้วที่พักของเราก็อยู่ย่านมงก๊ก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคนล้นเป็นหนอนมากๆ กว่าจะเดินหาโรงแรมเจอและฝ่าฝูงชนเข้าไปได้ ก็โดนเจ๊กด่าไปตลอดทาง แต่ไม่เป็นไร เราฟังไม่รู้เรื่องนิ 


สภาพห้องพัก เขาบอกว่าโรงแรม 2 ดาว ก็ใช้ได้ทีเดียวนะ สภาพดี บริการดี (แม้พนักงานจะโยนปากกาให้ลูกค้าเป็นนิจสิน แต่พนักงานในฮ่องกงแทบทุกชอปก็โยนปากกาให้เรา ยกเว้นที่เดียวคือหลุยส์ แต่จะไปเอาอะไรกะมันล่ะนะ)

มีคนรีเควสมาหลายคนมากๆ ว่าให้เรารีวิวเรื่องของกิน คนรู้จักทุกคนก็บอกว่าร้านนั้นร้านนี้อร่อย ต้องไปกิน แต่พวกเราก็ให้ความสำคัญกับอาหารกันมาก นั่นคือ หิวเมื่อไหร่ค่อยมองหาร้านข้าว และมีอะไรก็ยัดห่ามันลงไปให้อิ่มๆ จะได้ไปต่อ ดังนั้นพอถึงเวลาหิว ก็อยู่ไหนก็ไม่รู้ (หลงนั่นเอง) จึงไม่สามารถเดินหาร้านที่เขาเรคคอมเมนกันได้เลย 

พูดถึงอาหาร ก็ไม่ได้กินแบบอดอยาก แต่ไม่เข้าภัตตาคารหรูหรา ไม่ได้กินติ่มซำด้วย มื้อนึงตกคนละ 30-50 เหรียญเท่านั้น ไม่เกินนี้ แล้วความรู้ภาษาอังกฤษที่มีมาก็ไม่ได้ใช้งานอะไร ใช้แต่ภาษามือ เมื่อยมาก เป็นการฝึก listening ที่ได้ผลชะงัด เพราะถ้าฟังไม่ออกจะอดแดก เราได้กินกาแฟบ่อยมาก เพราะมันชอบถามว่า xxxx or coffee? แล้วไอ้ xxxx ก่อนหน้านี่มันเหี้ยอะไรวะ ฟังไม่ออก จะถามเซ้าซี้เดี๋ยวแม่งด่าอีก โอเค กินคอฟฟี่ก็ได้ (ซึ่งกาแฟในร้านอาหารก็รสชาติ....มาก)  

สรุปว่าถ้าอยากจะมาเอารีวิวอาหารจากเรา จะพบความผิดหวังอย่างรุนแรง

วันที่สองเราไปวัด สงสารเพื่อนเพราะพระใหญ่มันก็ไม่ได้ดู ก็พาไปวัดที่เขาฮิตๆกัน ประมาณวัดพระสิงห์กับวัดเจดีย์หลวง (มันคือหวังต้าเซียนกับวัดนางชี) เคยไปมาแล้วแต่ไปอีกก็ได้เพราะคราวที่แล้วมันปรับปรุง ไม่ค่อยสวย วัดนางชีก็ไม่ได้เข้าข้างในเพราะมันปิดไปก่อน 

จบการไหว้พระเป็นที่เรียบร้อย เราขอพรขอให้ได้งานและขอให้ดูเป็ด

เสร็จแล้วเราก็ไปสักการะห้างของเราที่ Harbour city ไปเพื่อซื้อของนิดหน่อยและแวะหาเป็ด (แม้จะรู้ว่ามันไม่อยู่) 

 

เค้ามีเป็ดน้อยให้ถ่ายรูปคู่ ซึ่งมันต้องแย่งชิงกันมากๆเพราะคนล้านแปด แต่คุณลุงคนนี้แกมานั่งเป็ดแล้วดูทีวีจอยักษ์ซะอย่างนั้นล่ะ.... 

คราวที่แล้วเราพลาดไม่ได้ดู symphony of life งวดนี้ก็เลยไปดู แล้วก็พบว่า "แอ๊ แค่เนี้ยะ" ทำไมมันไม่อลังการเหมือนที่เคยเห็นคนอื่นอัพรูปเลยล่ะ แต่ก็ยืนดูๆไป สักพักก็กลับดีกั่ว หาข้าวกิน (ซึ่งก็หลงอีกตามเคย กว่าจะหาเจอเกือบหมดแรงจนคิดว่าถ้าหาไม่เจอจะแทะเสาไฟฟ้าแล้วนะ) 

อันนี้คือคนใส่สูทผูกไทด์ หน้าตาดีมาก ไม่ได้มาประชุมวอเตอร์ซัมมิท แต่มายืนแจกใบปลิวและชวนคนไปกินอาหารที่ร้านที่ตัวเองทำงานอยู่ น่ากลัวมาก มาดักหน้าห้างกันเป็นแพเลย

 

วันที่สามข้ามไปเที่ยวย่านเกาะฮ่องกง ชมวิวบนรถราง 2 ชั้น สนุกดี ดันไปวันอาทิตย์ก็เลยเจอคนงานฟิลิปปินส์มา hang out เต็มเมือง แถมพอไปลงที่ causeway bay  เข้าห้าง Sogo เจอเขาลดราคาประจำปีหรืออะไรซักอย่าง คนเยอะมาก เบียดจนห้างจะแตก เราได้รองเท้ามาในราคา 800 บาท (จากที่เคยดูในเวป 3 พันกว่าบาท) เจ๋งไปเลย 

ไปเดิน Time Square, Landmark และห้างหรูๆ ก็ค้นพบว่าไม่มีปัญญาจะซื้ออะไร คณะทีมงานอยากจะไปที่ซิติ้เกทอีกรอบก็เลยโอเค เปลี่ยนเส้นทาง (คนละทิศสุดๆ) ระหว่างทางแวะห้างที่สถานที Tsing Yi เพราะอยากจะแวะชอป Zara (ตอนไปไทม์สแควร์ก็ไม่ซื้อ ลีลา) น้องสาวที่ทำงานที่ฮ่องกงบอกว่าให้ลงสถานี้ก็มีชอปเหมือนกัน ซึ่งเราว่าห้างตรงนี้มันแหล่มใช้ได้ทีเดียว 

ก่อนกลับวันสุดท้ายก็แวะไปร่ำลาเป็ดอีกรอบ (จริงๆคือจะไปช้อปปิ้งเก็บตก) เป็ดใหญ่ก็ยังไม่มา การขอพรก็ไม่สัมฤทธิ์ผล กลับไปแบบเศร้าๆ ทีแรกวางแผนกันว่าจะไปเดิน Citygate วันกลับ แต่ไม่อยากจะวิ่งลนๆลกๆ (เหมือนคราวที่แล้ว) ก็เลยไปมาเมื่อวาน วันนี้ก็เหลือเดินเก็บตกซื้อของที่พลาดไปยังไม่ได้ซื้อ แต่ก็ไม่มีเงินเหลือกันแล้ว รวมทั้งร่างกายที่เข้าข่ายคนทุพพลภาพ เดินเป๋กันมาก เลยออกเดินทางไปสนามบินเร็วหน่อยดีกว่า เครื่องออก 3 ทุ่ม เราไปตั้งแต่ 5 โมง กะว่าจะได้มีเวลาไปเล่นใน duty free (ความฝันที่วาดไว้)

นั่งรถบัสไปสนามบินใช้เวลา 45 นาที กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงนิดๆ ด้วยความที่บินไปด้วยสายการบิน low cost ก็ต้องไปเช็คอินที่ terminal 2 ซึ่งรู้ว่าไกล แต่ไม่คิดว่าจะไกลขนาดนี้ กระบวนการเดิน(ต้วมเตี้ยม)ไปเช็คอิน ผ่านตม. โหลดประเป๋า และนั่งรถไฟกลับมารอขึ้นเครื่อง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง (ขนาดแถวตม.คนน้อยมาก หรือแทบไม่มีคน) แถมมันยังไม่บอกว่าไปขึ้นเครื่องที่ gate ไหน ซึ่งสนามบินฮ่องกงมีถึง 500 กว่าเกต แล้วกูจะตรัสรู้ไหมคะ จะเดินเล่นในดิวตี้ฟรีก็จิตตกว่าจะไปทางซ้ายหรือขวา ค่อนไปทางไหนดี หาข้าวกินก็ระแวงไปด้วยว่ามันประกาศรึยัง สุดท้ายกว่าจะรู้ว่าไปประตูไหน ก็ประมาณ 10 นาทีก่อน boarding วิ่งสิคะ แล้วอีเกตนี้ก็ต้องนั่งรถไฟไปอีก สรุปว่าดิวตี้ฟรีแฟรอะไรไม่ได้ดูซักสิ่งอัน ไปถึงเกตด้วยเวลาฉิวเฉียด ถ้ามันออกตรงเวลาคงแทบตกเครื่อง (แต่ทำไมมีคนมานั่งก่อน อีพวกนี้มันหายตัวได้หรือยังไง) ใช่ ถ้ามัน "ออกตรงเวลา" ปัญหาคือมันไม่ตรงไง อีดอก ให้นั่งรออีกตั้ง 40 นาที แหมะ.... แถมมีการเปลี่ยนเกตวินาทีสุดท้ายอีก ดีนะมันเปลี่ยนแค่ฝั่งตรงข้ามกัน 

หลังจากกลับมาเที่ยวก็มีสิ่งที่เรียนรู้ดังนี้คือ
1. Airasia ประกาศเปิดเที่ยวบินบินตรงเชียงใหม่ - ฮ่องกงแล้วนะ (แต่เราเช็คในเวปยังไม่มี)
2. ทีหลังไปสายการบินอื่นเหอะ โดยเฉพาะอีที่ต้องไป terminal 2 เนี่ย ไม่เอาแล้วนะ ครั้งที่แล้วบินคาร์เธ่ เช็คอินแล้วยังไปเดินซิตี้เกตทันเลย (แม้จะต้องทำเวลาสักหน่อย)
3. หากเลือกได้ เอาสายการบินที่มี in-town check in จะเริดมาก จะได้ฝากกระเป๋าแล้วตัวปลิวไปเลย 
4. ไม่ต้องฝากกระเป๋าไว้สนามบินแล้วไปวัดหรอก ค่าฝากกระเป๋าแพงกว่าค่านั่งรถไปกลับหลายเท่ามากๆ ต่อให้บ้านหรือโรงแรมจะไกลแค่ไหนก็เหอะ ยิ่งถ้าต้องต่อคิวยาวๆ ขึ้นกระเช้ายิ่งไม่ควร (เว้นแต่จะไปแต่เช้าตรู่นะ)
5. ถ้าอยากจะเดินซิตี้เกตก็อย่ามาเดินวันกลับเลย ครั้งที่แล้วเราบินคาเธ่ย์ เช็คอินแล้วไปเดิน ก็เดินรีบๆ ไม่ค่อยได้ดูอะไร นี่ดีนะที่มาวันอื่นก่อน ถ้าคิดว่าจะมาเช็คอินแล้วไปเดินนี่คงอดไปเลยด้วยสายการบินอันนี้ (ป.ล. สำหรับเรามันก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ ของก็แล้วแต่ดวง อย่าไปหวังอะไรมากกับ outlet ถ้าเจอก็โชคดีไป และรองเท้าที่มงก๊กถูกกว่าเย้อะะะะะ)
6. อย่าลืมแลกบัตร  octopus ที่ชั้นล่าง (ฝั่งขาเข้า) ก่อนไปเช็คอินนะจ๊ะ เพราะพอเข้าไปแล้วจะไม่มีที่แลก ต้องเอาบัตรกลับมาเมืองไทยเช่นดิฉันเป็นต้น (เดชะบุญมีน้องเป็นแอร์ ฝากไปแลกได้)

หวังว่าคราวหน้าจะได้ไปอีก ต่อไปจะบินตรง ไม่แวะดอนเมืองอีกแล้ว ลาแล้วลาก่อน 
อ้อ ความเศร้าอีกอย่างคือ พอเรากลับมาได้ 1 วัน เป็ดก็กลับมาแสดงเหมือนเดิม T_____T ทำไมทำกับฉันแบบนี้ 

เจอกันประเทศหน้านะน้องเป็ดน้อย