Sexual Prejudices

posted on 09 Jan 2007 00:29 by nyanta  in Story

ลองมองย้อนกลับไปซิว่า ในบางครั้ง เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มี "อคติทางเพศ" อยู่ในตัวเหมือนกันรึเปล่า?

ตั้งแต่เล็กจนโต เราถูกสอน ถูกบรรจุข้อมูล และถูกแบ่งแยก อย่างไม่รู้ตัว ว่าอะไรคือเพศหญิง เพศชาย
เพราะอะไร สีชมพู ถึงเป็นสีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพศเมีย ทำไมสีดำถึงมีความเป็นชายมากกว่า
ทำไมผู้ชายจะต้องรู้สึกละอายใจและขายหน้า ถ้าใช้ของที่มีสีชมพู แต่ทำไม ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่ใช้สีของผู้ชาย กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด

เราถูกใส่โปรแกรมมาแต่โบราณกาลว่าการทำกับข้าว ซักผ้า ดูแลบ้าน เป็นเรื่องของผู้หญิง
งานช่าง เรื่องของเครื่องยนต์กลไก เป็นเรื่องของเพศผู้

ตัวฉันเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะในบางครั้ง สิ่งที่มันหล่อหลอม มันปลูกฝังกันมานานนม มันก็แสดงออกมาโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเราจะพยายามมองโลกให้อยู่ตรงกลางระหว่างสองเพศแค่ไหน แต่ถ้าเผลอ เราเองนี่แหละ ที่อาจจะแสดง "อคติ" ออกมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และเผลอๆ ก็อาจเป็นอคติที่ดูถูกเพศเดียวกันด้วยซ้ำ

"ผู้หญิงขับรถนี่เอง มิน่า ถึงขับได้ห่วย"
ประโยคสั่วๆ ที่ผู้ชายหลายคนชอบสบถออกมา ถ้าเป็น ณ เวลาที่ฉันนั่งอยู่ด้วย ไม่มีครั้งไหน ที่ฉันจะไม่หันไปด่าว่า "ผู้ชายแม่งก็ขับรถแย่พอกันล่ะวะ" (เรื่องนี้ยอมไม่ได้จริงๆ)
- การขับรถที่เรียกว่าดีคืออะไร? คือการขับฉวัดเฉวียนปาดซ้ายปาดขวา แซงหน้าแซงหลัง ขี่เร็วราวกับสนามพัทยาเซอร์กิตอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นรึ -
พระเจ้าอาจสร้างเซลล์สมองด้านสามมิติมาให้เพศผู้มากกว่า ทำให้พวกคุณทั้งหลายมีความสามารถในการถอยรถเข้าซองได้เยี่ยมยุทธ (ในความคิดของคุณ)
ผู้หญิงอาจขับรถออกแนวทอดหุ่ย กินลมชมวิว หรือเงอะงะในสายตาของคุณ แต่ฉันว่า เรื่องพรรค์นี้ไม่เกี่ยวกับเพศเลย ถ้าจะตัดสินใครว่า "เพราะ....นี่เล่า ถึงได้ขับแย่" ฉันว่ามันเป็นการตัดสินแบบเผด็จการแบบงี่เง่าที่สุด ใครที่คิดอะไรได้แค่นี้แสดงว่าเซลล์สมองทั้งหมดไหลไปกองที่อัณฑะหมดแน่ๆ ถึงได้มองโลก แค้บ แคบ...

แต่อย่างน้อย ฉันว่าฉันก็ขับรถได้ "ดี" กว่าผู้ชายหลายคนนะ และถ้าใครยังพูดประโยคโง่ๆ นั่นให้ได้ยินอีกรอบ คราวหน้า ถ้าฉันเจอผู้ชายขับรถแบบเซ่อซ่าบ้าง ฉันคงจะไม่เอาไว้ - -จะได้หายกันไง (^ _^)

จบเรื่องขับรถกันไป อันที่จริงฉันก็ไม่ได้โกรธแค้นอะไรมากมายหรอกนะ ออกจะเข้าใจ มันเป็นเรื่องของโครโมโซมที่สั่งสมมา ฉันเข้าใจ...
_____________________________________________________

พอเรานึกอยากจะตัดสินใจเรียนต่อ หรือประกอบอาชีพ ไอ้เรื่องการแบ่งแยกเพศก็ยังตามมากวนใจอีกรอบ
ฉันเองก็เลือกเรียนคณะที่เพศหญิงเป็นชนหมู่มาก ไม่ใช่เพราะโดนกล่อม ไม่ใช่เพราะไม่กล้า "ก้าวข้าม" ไปในดินแดน หรืออาณาจักรของผู้ชาย (ผู้หญิงในครอบครัวฉันหลายคนก็เลือกเรียนคณะที่ผู้ชายเหมาเอาว่าเป็นคณะของเพศของพวกเขา) แต่ฉันเลือกทางนี้ สาเหตุก็เพราะฉันชอบของฉัน มันก็เท่านั้น
มาคิดๆดู หรือมันเป็นเพราะภาพลักษณ์ เพราะสื่อ เพราะการศึกษา เพราะการเลี้ยงดู เพราะอะไรต่อมิอะไร ที่มันหล่อหลอมให้เรา เสือก มาชอบอะไรแบบนี้...อะไรที่ดูผู้หญิ้ง ผู้หญิง

ฉันเป็นคนเรียบร้อยค่ะ ไม่เคยปีนต้นไม้ ไม่เคยมีแผลจากการวิ่งเล่น ไม่เคยออกไปเล่นนอกบ้าน แต่ฉันไม่ได้เรียบร้อยเพราะว่า "ลูกผู้หญิงควรจะเป็นแบบนั้น" เปล่า ฉันก็แค่ขี้เกียจออกไปวิ่ง มันเหนื่อย

พี่ชายฉันก็เป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยมีเรื่องชกต่อย ไม่เคยปีนต้นไม้ ไม่ออกไปขี่จักรยานกับเพื่อน เราสองคนเล่นอยู่แต่ในบ้าน ตั้งแต่เด็ก
พี่ชายเล่นหุ่นยนต์ ฉันเล่นตุ๊กตา
พี่ชายวาดรูปเล่นเป็นรูปหุ่นยนต์ ฉันวาดรูปเล่นเป็นรูปเด็กผู้หญิง

น่าแปลกไหม ทำไมฉันไม่อยากเล่นหุ่นยนต์ แล้วทำไมพี่ฉันไม่อยากเล่นตุ๊กตาบาร์บี้
ใครเป็นคนสอนเรา ว่าของเล่นอันไหนของใคร?
มันอยู่ในเสปิร์มหรือคะ? หรือมันอยู่ในรังไข่?
เกิดมาเราก็เลือกกันได้เองเลยเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก โลกภายนอกนั่นแหละที่หล่อหลอมเรา
__________________________________________________

พี่ชายฉันเรียนวิศวะ แต่ฉันเรียนมนุษยศาสตร์ ช่างดำเนินตามแบบแผนเด๊ะๆ
เราไม่ได้เลือกเพราะเราคิดว่า ผู้ชายต้องเรียนอันนี้ ผู้หญิงต้องเรียนอันนี้ เปล่า...เราไม่ได้คิดเรื่องนี้กันเลย
น่าแปลก ว่าอะไรหนอ ที่สั่งสอนเรามาตั้งแต่เล็กว่าเราต้องชอบ ต้องถนัดอะไรแบบนี้

พี่ชายฉันไม่ใช่ผู้ชายห้าวหาญหรือบ้าพลัง เค้าเป็นคนอ่อนหวานและหัวอ่อน
ฉันก็ไม่ใช่สาวนักอ่านช่างฝัน ฉันสะอิดสะเอียนกับนิยายรักหวานแหวว และฉันเป็นคนไม่อ่อนหวาน
แต่ sexual stereotype ดูเหมือนจะหยั่งรากฝังลึกอยู่ในตัวของพวกเรา (เชื่อเถอะว่าพวกคุณมันก็ไม่เว้น)
__________________________________________________

ฉันนับถือบุคคลทุกอาชีพที่มีความสามารถ ไม่ว่าเค้าคนนั้นจะเป็นอะไร หมอ วิศวกร สถาปนิก โปรแกรมเมอร์ เชฟ ครีเอทีฟ นักเขียน ศิลปิน ดีไซน์เนอร์ ฯลฯ
ฉันนับถือที่ความสามารถ โดยไม่ได้สนใจ ว่านี่คือ อาชีพของเพศไหน
ฉันนึกตอนนี้คงยังนึกไม่ออก (หรือคุณจะคิดว่ามันไม่เจ๋งพอก็แล้วแต่) แต่เชื่อเถอะว่า เรามีผู้หญิงที่เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักการเมือง เป็น activist ที่มีความสามารถหลายคน ชื่อของพวกเธออาจถูกบดบังด้วยอคติจากใครบางคน บทบาทของพวกเธออาจถูกมองข้าม เพราะธรรมชาติแล้วเพศหญิงมักไม่ค่อยทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ สะเทือนไปทั้งโลก แต่พวกเธอแค่ทำในสิ่งที่ "บางคน" มองข้าม และไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ก็เหมือนประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ที่จารึกโดยผู้ชาย ชื่อของผู้หญิงแทบไม่ปรากฏ หรือถึงมี ก็มีแต่ในทางที่เป็นเพียงผู้สนับสนุน (หรือเป็นนางแม่มดผีร้าย)
ฉันไม่ใคร่จะชอบความคิดที่ว่า ผู้หญิงเป็นหลังบ้านของผู้ชาย คอยผลักดันให้ผู้ชายประสบความสำเร็จเท่าไหร่หรอกนะ ฉันว่าผู้หญิงเราทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นของตัวเองได้
เราไม่ใช่แค่ inspiration ของใคร....

ในทางกลับกัน เวลาผู้ชายกระโดดข้ามมาทำงานในสายงานที่เคยตราหน้าเอาไว้ว่าเป็นงานที่มันช่าง "เพศเมีย" กลับเป็นที่ฮือฮา (คุณอาจเถียงว่าเพราะพวกเค้าเจ๋งจริงนี่หว่า ฉันก็ไม่เถียงค่ะ เค้าก็เจ๋งจริงๆ) เรามีดีไซน์เนอร์ผู้ชายดังๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น Issey Miyake หรือ Louis Vuitton พวกนี้ก็ผู้ชายทั้งนั้น
เรามีกวี มีศิลปินเพศชายหลายคน ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา สมัยที่ผู้หญิงถูกกันเอาไว้ปั่นเนยกับซักผ้า ไม่ได้เขียนหนังสือ แล้วพอโลกมันพัฒนามาหน่อย ก็กลับมาบอกว่า วิชาภาษาศาสตร์ ศิลปะ หรือเรื่องสวยๆ งามๆ เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น ทีเมื่อก่อนตัวเองก็ทำ....แปลกนะ คนเรา

การแต่งกลอน แต่งนิยาย ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง (เท่านั้น)
เช่นกัน กับเรื่องเสื้อผ้า แฟชั่น ทรงผม

ทุกคน ทุกเพศ มีสิทธิ์จะสนใจ และชอบ ได้ในทุกสาขาอาชีพ
ไม่มีอะไรถูก
Regard ว่าเป็นของเพศไหนทั้งนั้น
การคิดแบบนั้นเท่ากับปล่อยให้ stereotype และ bias สมัยพระเจ้าเหาเข้าครอบงำความคิดตัวเอง
ซึ่งฉันว่ามันแคบมาก

_______________________________________________________

ปิดท้ายกันด้วย poem เล็กๆ น้อยๆ

Her Kind
by Anne Sexton

I have gone out, a possessed witch,
haunting the black air, braver at night;
dreaming evil, I have done my hitch
over the plain houses, light by light:
lonely thing, twelve-fingered, out of mind.
A woman like that is not a woman, quite.
I have been her kind.

I have found the warm caves in the woods,

filled them with skillets, carvings, shelves,

closets, silks, innumerable goods;

fixed the suppers for the worms and the elves:

whining, rearranging the disaligned.

A woman like that is misunderstood.

I have been her kind.

I have ridden in your cart, driver,

waved my nude arms at villages going by,

learning the last bright routes, survivor

where your flames still bite my thigh

and my ribs crack where your wheels wind.

A woman like that is not ashamed to die.

I have been her kind.

แค่ฉันคิดไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่าฉันเป็นแม่มดผีร้าย
อย่าเอาฉันไป "เผา"
อย่าเอาฉันไปทรมาน ด้วยความคิดของเธอ.....

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เราก็เป็นนะ เวลาที่เห็นผุ้หญิงถูกสังคมกดขี่ด้วยข้ออ้างทางเพศ เลือดเฟมินิสต์มันเดือดปุดๆๆๆ เลยอ่ะ

โดยส่วนตัวแล้วเราไม่เคยคิดว่าผู้หญิงกับผุ้ชายเท่าเทียมกันเลย และก็ยอมรับมาตลอดว่าความแตกต่างทางสรีระทำให้บทบาทของผู้ชายและผู้หญิงในสังคมแตกต่างกัน

แต่ถ้าใครเอาความแตกต่างของความเป็นหญิงชายเข้ามาข่มเหง กระทำ ย่ำยี หรือดูถูกความเป็นคนของเพศหญิงล่ะก็ เราขอประนามเลยล่ะ

#1 By ++ r o s i f i x ++ on 2007-01-09 01:02

วันนี้มาแบบวิชาการเต็มขั้นเชียว
น่านับถือ

#2 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-01-09 11:58

เห็นด้วยอย่างแรงเลย พี่กวาง
เขียนได้ไง ยาวมากๆ
แต่ก็อ่านจบ

พออ่านจบรู้สึกฮึดขึ้นมาเลยย
หุหุ

#4 By (61.7.141.205 /61.7.141.205) on 2007-01-10 14:44

ไม่รู้สิเจ๊เกด ญ กะ ช ในความคิดหนู มันก็มีสิทธ์เท่าเทียมกัน บางทีเฟิร์นก็ไม่ค่อยชอบนะทีบางอย่าง ช ทำแล้วถูก แต่พอผู้หญิงทำมันกลับเป็นเรื่องเสียหายอ่ะ....แย่ๆๆๆจริงๆๆๆ แล้วไอ่ที่เจ๊บอกตอนแรกอ่ะ ถูกต้องที่สุด.......เวลาเจอคนขับรถแย่ มันจะต้องเปนผู้หญิงด้วยหรอวะ....ผู้ชายขับรถเเย่ เลวๆก็มีเยอะไปเนอะเจ๊.....เฮ้อออ นี่หรอโลกเรา เหอะๆๆๆๆๆ........

มิสยูค่ะ....คิดถึง ไม่ได้คุยกันนานจังเยย.........

เจ๊ เค้าไม่ดองไดแล้วนะ...555+++

มิสค่ะ

#5 By fen fen (168.120.63.114) on 2007-01-10 20:56

เห็นด้วยๆ Sexual Prejudices นั้นมีอยู่รอบตัวไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเราเอง ตอนอยู่ปี 2 กลับบ้าน 2-3 ทุ่มแล้วโดนบ่น ขณะที่น้อง (ชาย) อยู่ ม.1 กลับบ้านช่วงเวลาเดียวกัน และบางทีก็ไปค้างนอกบ้าน กลับไม่มีใครว่าอะไร ทำให้คับข้องใจมาจนถึงทุกวันนี้ว่าวุฒิภาวะนั้นด้อยค่ากว่าความเป็นเพศชายหรืออย่างไร หรือมีแต่ครอบครัวเราที่เป็นแบบนี้... ปล. ปัจจุบัน แม้เรียนจบ บรรลุนิติภาวะ แล้วก็ยังประสบกับสถารการณ์เดิมๆ อย่างนี้ ประปราย... เซ็ง...

#6 By Turtle_y on 2007-08-24 17:04