เร่าร้อน และร้อนรุ่ม (ดั่งแมวน้อยบนหลังคาสังกะสี)
posted on 30 Jan 2007 15:43 by nyanta in Storyจงเก็บกด "ความอยาก" ของเธอไว้...

-- ใครหนอใคร ใครกันหนอ ที่เป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ ระเบียบ แนวคิดบ้าบอ เอาไว้ ว่าผู้หญิงไม่อาจมีความสุขทางเพศได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากเพศชาย --
แรกเริ่มเดิมที มันคงเกิดจากระบบระเบียบวิธีความคิดแบบบ้าๆ ที่ปลูกฝัง และหล่อรวมกันมาแต่ชาติปางไหน
คติ อันว่าด้วย กุลสตรีและหญิงสาวพรหมจรรย์
ประเทศชาติของเรายึดถือเอาแนวคิดนี้มาปฏิบัติกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่ามันเป็นธรรมเนียมของชนชาติเราแท้ๆ ก็ไม่ปาน หาได้รู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วมันคือวิธีการคิดตามแบบวัฒนธรรมวิกตอเรียน (ที่ว่ากันตามจริงแล้วก็เพิ่งจะเข้ามารบกวนจิตใจโคตรเหง้าบรรพบุรุษเราเมื่อสมัยร.5 นี้เอง)
กล่าวกันว่า ความคิดนั้น "...ใช้กรอบของความเป็น "กุลสตรี" และ "ความรักนวลสงวนตัว" เข้าควบคุมผู้หญิงอย่างเป็นระบบ เพื่อตระเตรียมให้ผู้หญิงเป็น "เมีย" และ "แม่" ที่ดี..." (อ่านต่อได้ที่ http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0604010848&srcday=2005/08/01&search=no)
ไม่ผิด ถ้าใครจะรักนวลสงวนตัวหรือหวงแหนพรหมจรรย์อะไรก็ว่ากันไป แต่ก็อยากบอกว่ามันไม่ผิดด้วยเหมือนกัน ถ้าใครจะมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา และเห็นเป็นเพียงความสุข และส่วนเติมเต็มที่ผู้หญิงก็มีสิทธิ์จะเรียกร้องได้เช่นกัน
ความคิดที่ว่านี้ คงไม่ต้องบอก ว่ามันมีรากฐานมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่แบบที่เราเรียกกันว่า patriarchal society ที่นอกจากจะปลูกฝังว่าผู้หญิงไม่สามารถแสวงหาความสุขเรื่องเพศได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังยัดเยียดความคิดที่ว่าไอ้เรื่องเพศเนี่ย มันเรื่องน่าละอายเสียด้วย
ฉันเองก็เป็นผลผลิตจากวัฒนธรรมแบบนั้น ที่เกิดมาในครอบครัวที่อยู่ในกรอบในระเบียบ ยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้อง และแน่นอน มองเห็นว่าเรื่องเพศ เป็น taboo ของบ้าน เป็นสิ่งที่เราไม่ควรกล่าวถึง
ฉันกลับไปอ่านงานเขียนเก่าๆ ก็ต้องตกใจที่พบว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยเขียน เคยคิด ในอดีต ล้วนแล้วแต่มีร่องรอยมาจากความคิดตามแบบกรอบเก่าๆ ที่ถูกฝังรากใส่หัวกบาลมาแล้วทั้งสิ้น อ่านแล้วก็ให้น่าตกใจยิ่งนัก ว่าโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็ได้แสดงตัวออกมาว่าเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมนั้น และแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งเสียด้วย
เมื่อลองมองด้วยความเข้าใจ ก็อธิบายเหตุผลได้ไม่ยาก เพราะการเลี้ยงดู เพราะสภาพแวดล้อมรอบกาย และเพราะอะไรหลายๆ อย่างซึ่งฉันก็ไม่ได้โทษใคร หรืออะไร ที่ทำให้เรามีความคิดแบบนั้น(ไปชั่วขณะหนึ่ง)
แต่ก็ขอขอบคุณการศึกษา และอะไรต่อมิอะไร ที่ทำให้มองอะไรได้หลายแง่มุมขึ้น
_________________________________________________________
Cat on a hot tin roof (ดีวีดีแผ่นละ 80 บาท จากแม่สายอีกเช่นเคย) ภาพยนตร์ที่สร้างจากผลงานการประพันธ์ของหนึ่งในนักเขียน play ที่ฉันชื่นชอบ คือ Tennessee Williams
เนื้อหาของเรื่องโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากไปกว่าเรื่องของ conflict ต่างๆ ของคนในครอบครัว เรื่องของการแบ่งมรดก ความอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง (sibling rivalry) เรื่องของความรู้สึกที่ต้องเก็บกด เรื่องของความผิดพลาดในอดีตของแต่ละคน (mendacity)ความไม่ซื่อสัตย์ หรือปัญหาระหว่างพ่อลูก
แต่ที่ดูแล้วรู้สึก "หดหู่" ที่สุด ก็คือเรื่องของความปรารถนาของหญิงสาว ที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากสามี
ตลอดระยะเวลาหลายปี ที่ Maggie หรือตัวละครหญิงของเรื่องต้องทนทุกข์กับความเฉยชาและหมางเมินของสามีเธอ
Brick (ผู้ซึ่งถูกตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเยี่ยงบุรุษเพศ และความเฉยชาดุจหินผา) ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นตัวละครชายที่มีความเป็น masculine สูง ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความเป็นชายอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ พ่วงเข้าไปกับหน้าตาหล่อเหลา ผสานด้วยความเป็นนักกีฬาอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะทำให้ Maggie ต้องทวีความปรารถนาในตัวเขาอย่างรุนแรง และต้องรู้สึก โดดเดี่ยว เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง
หนังไม่ได้เฉลยให้เรารู้แน่ชัด ว่าสรุปแล้วเพราะสามีของเธอเป็นพวกรักร่วมเพศหรือไม่ ทิ้งไว้ให้เราได้แต่คิด และคาดการณ์ ว่าความเฉยชาห่างเหินเป็นผลมาจากการที่ Maggie เป็นต้นเหตุทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนรัก จนเป็นสาเหตุไปสู่การฆ่าตัวตายของเพื่อนรัก(ที่เขาอ้างว่าเป็นความสัมพันธ์อันแสนบริสุทธิ์) หรือมันเกิดจากการที่เขาไม่ได้มีความปรารถนาในตัวเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วกันแน่
ถ้าถามฉัน ผู้ซึ่งอาจใช้อคติตัดสิน อาจฟันธงได้ว่า Tennessee Williamsสร้าง Brick ให้เป็นตัวแทนของรักร่วมเพศ ผู้ที่ต้องอยู่ภายใต้ภาวะกดดันของสภาพสังคม และต้องเก็บกักอารมณ์และความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ เหมือนอย่างที่ตัว Williamsเองนั้นก็เป็น
พอลองมองย้อนลงไปแล้ว หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น ละคร หนัง อะไรก็ได้ เราก็มักจะได้พบ ได้เห็นภาพของทัศนคติที่ถูกปลูกฝังกันมาว่า เรื่องเพศนั้น ผู้ชายเท่านั้น ที่จะเรียนรู้และได้พบหนทางแห่งความสุขนั้น โดยผ่านการ "กระทำ" ผู้หญิง และผู้หญิงเอง ก็ถูกกล่อมเกลามาให้ยอม ให้เป็นคน submissive และพอใจที่จะเป็น "ผู้ถูกกระทำ"
ทำราวกับว่า หากไม่ได้รับความรักตอบสนองจากชายที่รัก ก็จะหาความสุขในชีวิตไม่ได้
ทำราวกับว่าหากปราศจากผู้ชายบนโลกนี้แล้ว พวกเธอจะมีความสุขกับเรื่องเพศด้วยตัวเองไม่ได้
ทำไมละครถึงพยายามแสดง เน้นย้ำให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของ Maggie จากการที่เธอไม่ได้รับการตอบรับจากชายคนรัก ทำให้อารมณ์ปรารถนาที่ไม่มีที่ให้ระบายออก ต้องทำให้หล่อนงุ่นง่าน คล้ายกับแมวที่ติดอยู่บนหลังคาสังกะสีร้อนๆ จวบจนเมื่อเรื่องดำเนินไปถึงจุดจบ เมื่อสามีตะโกนเรียกให้หล่อนขึ้นห้องเพื่อปฏิบัติ "สิ่งดังกล่าว" จึงได้รีบกระวีกระวาดแล่นไปหาอย่างลิงโลด เหมือนกับความทุกข์ตลอดชีวิตนั้นได้รับการปลดปล่อยเสียที
เราในฐานะคนดู บางครั้งอาจรู้สึก fulfill ไปเมื่อเรื่องราวจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปเช่นนี้
แต่อีกนานไหม อีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง ที่เราจะต้องมารู้สึกเห็นอกเห็นใจกับชะตากรรมอันหาทางออกไม่ได้เหล่านี้
ยกตัวอย่างเรื่องสั้นของไทย อย่างเช่นเรื่อง หม้อที่ขูดไม่ออก ตัวนางเอกของเรื่อง (ถ้าจำไม่ผิดน่ะ ชื่อเนียนใช่ไหม ขอโทษมากๆ หาหนังสือไม่เจอ) แม้ว่าจะถูกทรมานทรกรรม ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์จากสามี (ซาดิสม์) ของหล่อนซักแค่ไหน แต่ก็ไปไหนไม่รอด เพราะลึกๆ แล้ว ไม่ใช่เพราะเธอไม่อาจเอาตัวรอดได้หากไม่มีสามี (ถึงมันก็คงจะใช่ ในความเป็นจริงในเนื้อเรื่อง) แต่หลักๆ แล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เพราะติดใจใน "รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส" ของความสุขทางเพศทั้งปวง ที่แม้จะผ่านการตบตีมาสักแค่ไหน แต่พอลงท้ายด้วยการมีเซ็กส์ ก็ราวกับว่าเธอจะพร้อม ที่จะแลกมันมาเพื่อความสุขนั้น และไม่อาจทำใจให้ตัดขาดจากมันได้ ด้วยว่าหากขาดสามีไปแล้ว เธอจะไปหาใคร ที่จะมา "กระทำ" สิ่งนั้นให้เธอได้อีก
ในลักษณะคล้ายกัน ตัวละครที่ฉันรู้สึก share feature ด้วยมากที่สุดอย่างคุณหญิงกีรติในเรื่องข้างหลังภาพ ก็จำต้องเก็บกดความต้องการทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ ภายใต้มารยาท การวางตัว และบทสนทนาอันอุดมด้วยศัพท์สูง ยากแก่การเข้าใจ แต่ทว่า มันก็บ่งชี้ถึงแรงผลัก แรงปรารถนาลึกๆ ภายในจิตใจ ที่เพียรเสาะหาหนทางแสดงออกอย่างเหมาะสมในแบบของเธอ (ที่นพพรผู้ไม่ค่อยฉลาด ก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง)
เราจะต้องยอมทนทุกข์ เพื่อจะแลกมาซึ่งความสุขอีกนานไหม
หรือเราต้องเก็บกักทุกอย่างเอาไว้ เพื่อจะได้ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงดี
หรือท้ายที่สุด เราก็ไม่อาจจะทนเก็บมันไว้ได้ จนต้องเดินไปเดินมา เหมือนแมว(ร่านสวาท) บนหลังคา
ฉันไม่ได้บอกให้ใครลุกขึ้นมาร่าน มาแรด
(สองคำนี้เป็นคำที่เกิดจากการตัดสินแล้วโดยคนหมู่มากในสังคม male dominated ที่ใช้บรรยายถึงผู้หญิงที่แสดงออกในความต้องการทางเพศของตัวเองอย่างชัดแจ้ง ฉันเพียงแค่ยกมันมาพูดเฉยๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย และสั้น แต่ดูเหมือนจะไม่สั้นแล้ว)
ฉันไม่ได้ออกตัวอีกเช่นกัน ว่าฉันอยาก...
แต่เราจะต้อง depend on ผู้ชายเท่านั้น... อีกนานไหม?

เฮ้ย..จิงดิ ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลยเหรอ
สงสัยจะโดนพ่อแม่บ่นมารึไง ถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา
รึว่า..สมัยก่อนพี่เกดคิดว่ามันผิดสิน้า.. อิอิ
เวลาผ่านไปคนเราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น ตัวเราก็เปลี่ยนไปเองแหละ
เพราะใช้ประสบการณ์ตัดสินด้วยหละมั้ง..เนอะ
มีผัวเป็นเกย์(หรือกะเทยก็เถอะ) สู้มีผัวเป็นทอมดีกว่าไหม
ไม่เอาอ่ะ มีเมียดีกว่า
หาที่ตั้งร้านส้มตำได้ละเหรอ ดีใจด้วย ฮ่าๆ
#1 By AA*KEITA (202.28.35.1 /10.20.1.109) on 2007-01-31 02:30