ข้างหลังภาพ กับ ความจริงข้างหลังตัวอักษร
posted on 19 Apr 2007 13:40 by nyanta in Story
เธอเชื่อหรือว่า สมาคมมนุษย์จะรับรองกฎธรรมชาติ ที่เธอยกขึ้นกล่าวแก้ นพพร โปรดเชื่อฉัน เธอต้องเพียรเผชิญกับความจริง ของจริงเท่านั้นที่เป็นคำพิพากษาโชคชะตาในชีวิตเรา กฎเกณฑ์และอุดมทัศนีย์อาจงามกว่า แต่ก็มักไร้ค่าในทางปฏิบัติ
ข้างหลังภาพ 2480- ศรีบูรพา
_______________________________________________
ผู้หญิงทุกคน (ที่ได้รับการศึกษาและการอบรมมาอย่างเหมาะสม) ย่อมรู้จักที่จะเก็บและสะกดความต้องการของตัวเองเอาไว้ภายใต้กิริยามารยาท และการวางตัวเยี่ยงสุภาพสตรี
คำพูดข้างต้นนี้อาจเรียกได้ว่า "ถูก" ในยุคสมัยหนึ่ง
แต่สำหรับผู้คนในยุคนี้ ยุคที่โลกหมุนไว ชายหญิงเท่าเทียม
เซ็กซ์ฟอร์ฟรี เซ็กซ์ฟอร์ฟัน หรือวันไนท์แสตนด์ ไม่ใช่เรื่องผิดบาป
ความรัก ไม่ได้มีมนต์ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
แล้วคำพูดที่ว่ามา จะสำคัญตรงไหนกัน
แล้วสำหรับผู้หญิงบางคนที่ยืนอยู่บนรอยต่อระหว่างสังคมแบบเก่าและใหม่ล่ะ เธอควรหันหน้าไปทางไหน
มีคำกล่าววิพากษ์เอาไว้หลายแง่มุม เกี่ยวกับเรื่องราวความรักในนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพของศรีบูรพา
บ้างก็ว่าความเป็นจุดสุดยอดของนวนิยายเล่มนี้คือ ภาษา ที่ยาก...จะหาเรื่องไหนเหมือน
บ้างก็ว่าเพราะเป็นเรื่องราวอมตะของความรักต้องห้าม ห้ามด้วยเรื่องของอายุ สถานภาพทางสังคม และฐานันดรศักดิ์
ในขณะที่กระแสวิจารณ์ในแง่มุมทางการเมืองบอกว่า ข้างหลังภาพ เป็นเรื่องที่แสดงถึงการเสื่อมสลายของสังคมชนชั้นสูง แบบที่เรียกว่าเป็น decline of aristocracy ในภาวะหนึ่ง ที่ชนชั้น "เจ้า" เป็นสถานะที่ต้องห้าม แยกตัวอยู่ในโลกของตัวเองต่างหาก ต่อมาเมื่อสังคมเปลี่ยนไป เหล่านายทุนและระบบทุนนิยมได้ครองอำนาจ ความเป็นเจ้าจึงได้ถูกลดทอนบทบาทลงไป
(หากไม่มีมูลอยู่เลย ทำไมศรีบูรพาจะต้องเขียนบทให้นพพรเป็นแค่คนชนชั้นกลางธรรมดา เป็นนักเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ เพื่อจบออกมาทำงานธนาคารและมีตำแหน่งการงานก้าวหน้าในระบบทุนนิยมด้วยเล่า)
แต่แง่มุมที่ตีความออกมาแลดูว่าสวยงามตามแต่ที่วรรณกรรมควรจะเป็น และถูกถกอย่างกว้างขวางที่สุด ก็คือเรื่องความเป็น "กุลสตรี" ในยุคสมัยนั้น
เหมือนที่บทวิจารณ์หนึ่งได้บอกเอาไว้
หม่อมราชวงศ์กีรติเป็นแบบหนึ่งของสุภาพสตรีไทยสมัยสังคมของเรา ยังอยู่ในหัวเลี้ยวระหว่าง เก่า กับ ใหม่ คือ การอบรมแบบไทย แต่การศึกษาเป็นแบบตะวันตก การศึกษาได้ปลุกใจ หม่อมราชวงศ์กีรติให้ตื่นจากความสงบแห่งความปรารถนาของมนุษย์ตามประเพณีเก่าของเรา แต่อาศัยด้วยได้รับความอบรมศีลธรรมแบบเก่าของเราเป็นรากฐานในจิตใจ หม่อมราชวงศ์กีรติจึงเป็นสุภาพสตรีที่จริยาไม่ปล่อยให้ความปรารถนาเป็นใหญ่ในใจในเมื่อมีโอกาสจะทำได้ (น.ประภาสถิต -- ที่มาโดยรื่นฤทัย สัจจพันธุ์)
การเลี้ยงดูอบรมแบบเก่า สั่งสอนให้เราไม่กล้า สอนว่าเรื่องของความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งน่าละอาย (เหมือนที่ผู้หญิงในประเทศหนึ่งถูกเย็บอวัยวะเพศตั้งแต่เด็กด้วยความเชื่อที่ว่า ความสุขในการมีกิจกรรมทางเพศนั้นเป็นสิ่งสงวนสำหรับผู้ชายเท่านั้น!)
แต่การศึกษาเปิดประตู เปิดหูเปิดตาเราออกไปสู่โลกกว้าง ให้เรามองโลกในแง่มุมแบบที่พ่อแม่เราอาจไม่เคยคิด
แต่จะมี "เรา" ซักกี่คน ที่หลุดออกมาจากยุคสมัยของคุณหญิงกีรติได้จริงๆ 
มีคำถามว่า ศรีบูรพาสร้างตัวละครตัวนี้ให้เป็นตัวแทนของหญิงสาวจากชนชั้นสูงในสมัยนั้นอย่าง "จงใจ"
หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของศรีบูรพา ที่ลึกๆ แล้วก็เห็นด้วยเช่นกันว่าผู้หญิงที่ดีควรเป็นอย่างไร
"อุดมคติ" ของหญิงสาวที่ถูกสร้างขึ้นจึงอธิบายได้ยาก ว่าเป็นกระจกสะท้อนที่ศรีบูรพาเองก็ต้องการปลุกเร้าให้สตรีเพศกล้าทำตามความปรารถนาของตัวเอง หรือว่าศรีบูรพาเองก็ "บูชา" อุดมคตินี้ไปด้วยเช่นกัน
จากบทวิจารณ์ข้างต้น ระบุไว้ว่า ศรีบูรพา ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้พบเห็นชีวิตของสตรีสูงศักดิ์แต่ยังไม่ได้แต่งงานท่านหนึ่ง เมื่อเห็นแล้วก็ให้รู้สึก "เห็นใจ" ถึงกับต้องเก็บเอามาเขียนเป็นนิยาย
คำว่าแต่งงาน สำหรับสาวยุคใหม่สมัยนี้ อาจไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง
แต่สำหรับคนในยุคสมัยนั้น มันคือประตูสู่อิสรภาพ ที่จะนำพาไปเจอโลกใหม่ โลกกว้าง ออกไปจากชีวิตแบบเดิมๆ "หายนะ" ของคุณหญิงกีรติจึงมาถึง เมื่อชีวิตไร้ซึ่งการแต่งงาน
อย่างไรก็ตาม จากประโยคที่ว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจ" ของศรีบูรพา จึงไม่อาจพูดได้เต็มปากนักว่าตัวผู้เขียนเองสนับสนุนความคิดที่จะให้การกระทำเตลิดเปิดเปิงไปตามใจอยาก หากแต่หยิบยกเอาตัวอย่างชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่งมาเชิดชูแกมเวทนา ผ่านภาษาวิจิตรที่ทำให้การกระทำเชิงสมเพชในครั้งนี้ดูสูงส่ง และสวยงาม
เพราะต่อให้จะไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็คงลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคมในพริบตาเดียวไม่ได้...จึงได้แต่แสดงความเห็นใจ ผ่านตัวอักษร แต่เพียงเท่านี้
แต่ในขณะเดียวกัน ทัศนวิสัยตามประสาคนได้ไปศึกษาโลกในต่างแดนอย่างศรีบูรพา ก็ไม่ถึงกับปิดตายอยู่กับโลกเก่าเสียทีเดียว บทพูดหลายตอนของคุณหญิงกีรติจึงเน้นย้ำถึงความที่ต้องถูกกดอยู่กับจารีตประเพณี ราวกับว่าจะ "เหน็บ" ความเป็นไปของสังคมอยู่กลายๆ ด้วยเช่นกัน
ฉันไม่ใคร่จะได้คิดอะไรในเวลานั้น เพราะว่าเราไม่ได้ถูกอบรมให้เป็นคนช่างคิด เรามีทางที่เขากำหนดไว้ให้เดิน เราต้องเดินอยู่ในทางแคบ ๆ ตามจารีตประเพณีขนบธรรมเนียม
______________________________________________

คุณหญิงกีรติปรารถนา "ความรัก" แต่เหนืออื่นใด เธอปรารถนาอิสรภาพที่จะทำตามใจตน ตามความต้องการของตน และความรักเท่านั้น ที่จะนำพาสิ่งเหล่านั้นมาได้
ความรักเป็นพรอันประเสริฐ เป็นยอดปรารถนาของชีวิต ฉันก็เหมือนกับคนทั้งหลาย ย่อมปรารถนาใฝ่ฝันถึงความรักและการแต่งงาน ฉันปรารถนาที่จะพูดถึง และรู้สึกด้วยตนเองในเรื่องราวของชีวิตในโลกใหม่ ดังที่น้องสาวสองคนได้มีโอกาสเช่นนั้น ฉันปรารถนาที่จะมีบ้านของฉันเอง ที่จะติดต่อสมาคมกับโลกภายนอก ปรารถนาที่จะมีบุตรน้อย ๆ เพื่อที่ฉันจะได้หลั่งความเมตตาปรานีจากดวงใจของฉันให้แก่เขา ฉันปรารถนาที่จะให้ตัก ให้แขนของฉันเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ยังมีความปรารถนาที่งดงามอีกหลายอย่างที่ฉันย่อมจะบรรลุได้ ถ้าเพียงแต่ฉันจะได้พบความรัก
ฉันต้องการติดต่อคุ้นเคยกับโลกภายนอก ต้องการความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ต้องการประกอบกิจวัตรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ฉันได้ทำมาแล้วตลอดเวลา ๓๔ ปีบ้าง ไม่มีอะไรจะช่วยให้ฉันบรรลุความต้องการเหล่านี้ได้ นอกจากการแต่งงาน
หรือที่จริงแล้ว ความรัก และการแต่งงานสำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมดทั้งมวลของชีวิต ไม่ใช่สาระสำคัญ หากแต่มันคือ "ทางผ่าน" และ "ใบเบิกทาง" ที่จะนำพาเธอไปพบกับความผาสุก (เท่าที่จะมีได้ในยุคสมัยนั้น)
พูดให้เข้าใจง่ายๆ กว่าว่า ผู้หญิงสมัยนั้น หากต้องการท่องเที่ยวในต่างแดน ย่อมต้องไปกับครอบครัวและสามี ไม่สามารถเดินทางไปคนเดียวได้ และหากพวกเธอต้องการความสุขทางเพศ ก็ต้องขอความร่วมมือจาก "คนรัก" แต่เพียงเท่านั้น....
หรือที่จริงแล้ว นพพร เป็นเพียงอุดมคติทางความรัก ความปรารถนาที่คุณหญิงกีรติเพียงแต่โหยหามานาน
หาใช่ตัวตนของนพพรไม่....
แต่การวิจารณ์ในลักษณะนี้ อาจทำลายความงดงามของความรักของเธอ แบบที่ศรีบูรพาเพียรบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมาก็ได้ และฉันก็ไม่อยากให้มันดำเนินไปในทิศทางนั้น
ขอให้ความรักมั่นคงที่เธอสู้อุตส่าห์เก็บกดเอาไว้ภายใต้มารยาทงามและบทสนทนาอันเลี้ยวลดคดเคี้ยวคงอยู่อย่างไร้ตำหนิต่อไปเถอะ
_______________________________________________
เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องราวเก่าคร่ำคร่า นวนิยายสุดแสนโบราณ แท้ที่จริงแล้วมันไม่ได้จางหายหรือตกยุคสมัยไปไหนเลย เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็ยังวนเวียนอยู่ในตัวของ "เรา" ทุกผู้ทุกคน
อ้างอิงจากบทความเรื่อง๔ นักเขียนนวนิยายยุคบุกเบิกของไทย โดย รื่นฤทัย สัจจพันธุ์(20 ธันวาคม 2548)
ป.ล. ดูเนื้อเพลงประกอบภาพยนตร์ Truth in My Heart (ความจริงในใจฉัน ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ) ได้ ที่นี่

แต่พอมาอ่านที่นี่แล้ว เราอยากหามาอ่านอีกจัง
อยากดูหนังด้วย จำได้ว่าตอนนั้นดูไปก็ไม่ค่อยคิดอะไรเท่าไหร่
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
#1 By *บลาสต์ on 2007-04-20 01:32