ย่างเข้าหน้าร้อนแล้วค่ะ สิ้นสุดกันเสียทีสำหรับฤดูกาล "เอากัน" (อย่างเป็นทางการ)

อ่ะ อย่าเพิ่งสะดุ้งนะ คือที่จริงมันเป็นแค่คำพูดติดตลกของพี่คนนึงที่รู้จักเท่านั้นเอง
เค้าว่ากันว่า สถิติคนแต่งงานสูงที่สุดแล้วจะอยู่ในช่วงหน้าหนาว
ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ย. ไปจนถึงซัก ก.พ. ล่ะ
คิด (เอาเอง) ว่าคงเป็นเพราะอากาศหนาว บรรยากาศดี โรแมนติค อะไรประมาณนี้ค่ะ
พระสงฆ์องค์เจ้าอาจคาดคะเนเอาทางสถิติหรือความสะดวกของคณะสงฆ์ที่ช่วงนั้นจะไม่ค่อยมีงาน
ก็เลยยัดโปรแกรมลงไปช่วงนั้น พอดิบพอดี
บรรดาโรงแรมห้าดาวที่รับจัดเลี้ยงก็คิวเต็มแน่นเอี๊ยดกันเลยทีเดียวเชียว
ประมาณว่าถ้าไปงานแต่งงานใครที่โรงแรม ก็จะต้องเหลือกตาดูดีๆว่า
งานคุณติ๋มคุณต้อย คุณไก่คุณกุ๊ก คุณจิ๋มคุณจู๋ จัดชั้นสอง ชั้นสาม ห้องเชียงใหม่
ห้องเชียงแสน แกรนด์บอลลูม อะไรก็ว่าไป

สนุกสานกันดีทีเดียว

ที่จริงแล้ว เราจะเรียกมันว่า ฤดูกาลเอากัน ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว
ต้องเรียกว่า การเอากันที่ญาติผู้ใหญ่รับรู้และยินยอม ถึงจะถูกต้อง
และใช่ว่านอกฤดูกาล เช่นหน้าร้อน ณ ตอนนี้จะไม่มีคนแต่งกัน ก็มี แต่ก็น้อย ข่าวคราวไม่ชุกและหนาหูเท่าเมื่อสองสามเดือนก่อน
และก็คาดว่าเพราะอากาศอีกเช่นกัน ร้อนๆ แบบนี้ คงไม่มีกะจิตกะใจ
เอ๊ะ สรุปแล้วมนุษย์เราจะอะไรกันก็นึกถึงดินฟ้าอากาศเหมือนกันแฮะ
นึกว่าได้เสมอซะอีก.... (ฮ่า แหะๆๆ)

วกกลับมากันดีกว่า ว่ามาพูดเรื่องแต่งงานหาพระแสงอะไร
จริงๆก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย
อ๊ะ หรือว่าเราจะอยากแต่งงานนะ????
.......
.....
..
อืม.....ตอบแบบไม่ตอแหล ก็อยากอยู่ นิดๆ
อยากจัดงาน อยากไปเลือกของชำร่วย อยากทำสไลด์มัลติวิชั่น
อยากขึ้นไปยืนยกแก้วแล้วไชโย (แต่ความจริงแล้วคนที่ได้ยกแก้วแล้วไชโยคือผู้ว่าฯ
หรือแขกผู้ใหญ่นี่นา เจ้าสาวได้แต่ยืนยิ้มเหงือกแห้งบนเวที)
คลับคล้ายคลับคลาว่าฉันเคยพิราบรำพันถึงเรื่องเหตุผลที่อยากแต่งไปแล้วสักเอนทรีหนึ่ง แต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเมื่อไหร่

ว่าไปแล้ว ความอยากของฉัน base on ความอยากมีพิธีการอะไรบ้าบอก็ไม่รู้ ที่ตัวฉันเองก็ไม่ได้แอนตี้ซะทีเดียวถึงขนาดว่าถ้าไปเห็นในงานใครแล้วจะต้องแบะปาก
แต่ก็ไม่ได้ชอบมันซักเท่าไหร่
เหตุผลใหญ่ๆ ก็คือ มันเปลืองเงิน ไม่ใช่น้อยๆ ถ้ารวยก็แล้วไป
แต่ฉันก็ไม่ใช่ลูกเศรษฐีที่ไหนซะหน่อย
ถ้าพูดว่าเพื่อให้เกียรติอีกฝ่าย ก็โอเค make sense
พอจะรับได้อยู่...

เดือนที่แล้วไปงานแต่งงานมา 2 งาน
งานแรกเป็นงานของญาติทางฝั่งแม่ และเนื่องจากลูกหลานบ้านเราสนิทกันมาก
และพี่คนนี้แต่งงานเป็นคนแรกของตระกูล บรรดาพี่ๆน้องๆ ก็เลยตื่นเต้นกันมาก
(ฉันมีชุดใส่ไปงานก่อนเจ้าสาวซะอีกนะ โฮะๆๆๆ)
งานจัดแบบประหยัด แต่ก็พยายามไม่ให้น้อยหน้าใคร
ถึงไม่ใช่โรงแรมหรู แต่ก็เป็นสโมสรในค่ายทหาร
ตอนเช้ามีแห่ขันหมาก ฉันก็ได้ไปสะแหลนหน้ากั้นประตูเงินประตูทองกับเค้าด้วย ได้มาร้อยนึง (หุๆ)
งานนี้เจ้าสาวตื่นมาแต่งหน้าทำผมสำหรับงานเช้าตั้งแต่ตีสองครึ่ง
ส่วนฉันตื่นตีสี่ครึ่ง อาบน้ำ แต่งหน้า ไปเป็นแขก (และทีมงาน)
ตอนเย็นทุกคนก็ดูจะเฮฮาปาจิงโกะกันมากทีเดียว เพราะวุ่นวายว่าใครจะทำผมทรงอะไร
ไปร้านทำผมหรือเปล่า แต่งหน้าเองมั้ย ใครแต่งให้ ฯลฯ
พวกผู้ชายก็ยังแอบมีเกี่ยงว่า ใส่กางเกงยีนส์ได้มั้ย - ได ้แต่ต้องยีนส์ดำนะ
- แน่นะ? แกใส่ชั้นใส่นะ ห้ามหลอกกัน - อือ หาสูทมาใส่ทับเสื้อยืดซะนะ ฯลฯ
เป็นบทสนทนาซ้ำซากวนเวียน
เครื่องเสียงไม่พร้อม จอโปรเจคเตอร์มีปัญหา พิธีกร (ซึ่งก็คือญาติกันเอง) ไม่ได้ซ้อมคิว และนานาปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะไม่ใช่โรงแรม ไม่มีคนจัดการให้ ต้องเป็นออร์กาไนเซอร์กันเอง
เหนื่อย แต่ สนุก
(แขกสนุกมาก พิธีการบนเวทีเสร็จแล้วก็ไม่กลับเพราะมัวดูพิธีกรเล่นตลกบนเวที
แถมด้วยโชว์ร้องเพลงคู่ระหว่างปิ๊ด บอดี้แสลมและยุ้ย จีระนันท์ เย้ๆๆ)

งานที่ 2 เป็นงานแต่งของพี่ที่ทำงานเก่าที่สนิทกัน
สมัยฉันทำงานที่นั่น คนทั้งออฟฟิตมักจะเรียกชื่อของเราสองคนสลับกันเสมอ (ที่น่าเกลียดคือ แม้แต่แฟนเราก็ยังเรียกเราผิด) และบอกว่าเรามีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่าง
ฉันเดาว่าคงเป็นเรื่องพูดยานคาง บวกกับความไม่รักเด็ก (ค่อนไปทางเกลียด) ละมั้งที่เหมือนกัน
อ้อ เรื่องอ้วนอีกอย่างที่เหมือนกัน นอกนั้นก็นึกไม่ออกแล้วว่ามันเหมือนตรงไหน
...งานแต่งงานคราวนี้จัดที่โรงแรมหะรูหะรา มีเค้กแต่งงานด้วย แล้วก็มีเลี้ยงโต๊ะจีนไฮโซมาก
มีหมูหันด้วย (ยังกินไม่หมด บ๋อยก็มาแอบยกไปตอนห้องมันมืด โกรธมาก
)
งานนี้ไม่มีฉายสไลด์ ดีวีดี อะไรทั้งสิ้น ไม่มีพิธีการบนเวที ไม่มียกแก้วไชโย
บ่าวสาวแค่เดินไปกล่าวขอบคุณแขก แล้วก็ตัดเค้ก(ปลอม) เป็นอันเสร็จพิธี
ไล่แขกผู้ใหญ่กลับ เสร็จแล้วก็ปิดห้อง มีวงดนตรีมาเล่น ราวกับยกผับมาไว้ในห้องจัดเลี้ยง
เรียบ ง่าย แต่ก็สนุก เช่นกัน

งานในเมือง กับงานต่างจังหวัด มันก็มีความต้องการไม่เหมือนกันแบบนี้นี่เอง
ไม่ใช่อะไรจะถูกจะผิดนี่เนอะ ถ้าคนเราให้ความสำคัญของแต่ละอย่างไม่เท่ากัน
ถ้าเป็นงานของฉัน ก็อาจจะฉายหนังสั้น มีมิวสิควีดีโอตลอดงานก็ได้
และแน่นอน ไม่มีการปิดห้องแดนซ์แหงๆ เพราะฉันไม่ใช่คนสนุกสนานขนาดนั้น วะฮ่ะฮ่ะฮ่า...

จะว่าไปแล้วก็ไปงานแต่งมานับไม่ถ้วน แต่นี่เพิ่งเป็น(สอง)ครั้งแรก ที่คนใกล้ตัวแต่งงาน
และเร็วๆ นี้ก็จะแต่งกันอีกปลายปีนี้ (...ปลายปีอีกแล้ว?)
เพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆ ก็จะแต่งซะละ...เฮ้ออออออ
ฤาอายุเราเข้าสู่วัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว คนใกล้ตัวรุ่นราวคราวเดียวกันเค้าถึงได้ออกกันโครมๆ
ว้าย...จริงรึ?
บ้าน่า..........
(เป็นประสาทอะไรวะเนี่ย เอาล่ะ คุณผู้อ่าน ถ้าอุตส่าห์อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าถือสา)
จริงๆแล้วฉันยังไม่พร้อมจะแต่งด้วยประการทั้งปวง ทั้งเรื่องเงิน
และวัยวุฒิ ความรับผิดชอบ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ฉันรู้สึกสนุกนะ เวลาไปงานแล้วไปดูว่างานนี้จัดยังไง มีอะไรติดขัดหรือเปล่า จัดแบบนี้สนุกดีไหม ของชำร่วยแบบนี้จะกี่บาทนะ ถ้าซื้อยกโหลจะถูกเท่าไหร่ ชุดแต่งงานแบบไหนสวยนะ งานธีมไหนจะดี ฯลฯ

มันไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่านี่คือการเพ้อฝันอยากมีงานของตัวเอง หรือว่าใช่? ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ
รู้แค่ว่า ถ้าฉันมีงานของฉันเอง ฉันก็อยากจัดอีก จัดอีก จัดอีก เหมือนงานอีเวนท์ (แต่ไม่เปลี่ยนเจ้าบ่าวนะ)
เพราะฉันรู้สึกว่า ได้เตรียมงานเอง มันสนุกกว่าไปเป็นแค่แขก เป็นไหนๆ
ถ้าญาติคนไหนจะแต่งงานอีก ฉันจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ทราบว่าใครอยากให้นกฮูกดีไซน์เป็นออร์กาไนซ์จัดงานแต่งให้บ้างไหมคะ??
อิอิ อิอิ


___________________________________________________
ลงภาพให้ดู เพื่อสร้างบรรยากาศนะเคอะ



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ตอนขึ้นต้นอารมณ์เหมือนอยากแต่งงานพอลงท้ายเข้าใจแล้วค่ะ อยากทำงานเป็น Organizer งานแต่งซะนี่confused smile

#1 By VAR on 2008-04-02 17:00

big smile big smile เดือนที่ผ่านมางานแต่งชุกจริงๆค่ะbig smile

#2 By (^_^)/nana on 2008-04-03 00:08

จัดงานบ๋อopen-mounthed smile

#3 By นกฮูกดีไซน์ on 2008-04-03 10:55

อะแน่ะ อะแน่ะ อีตานกฮูกดีไซน์ มีความหมายแฝงอะไรรึเปล่าน่ะ

#4 By Jessi (203.113.17.148) on 2008-04-12 12:05