สองสามวันมานี้ได้ไปทำธุระส่งแขกที่สถานทีขนส่งบ่อยๆ ไปแล้วก็เกิดความรู้สึกสลดหดหู่ จะว่าไปก็รู้สึกมันทุกครั้งที่ไป แต่เราก็พยายามจะทำเป็นลืมๆ ไปบ้าง

บ้านของฉันฐานะธรรมดา ไม่ร่ำรวย การจะเดินทางไปกรุงเทพนั้นเรามักเลือกรถทัวร์ แม้ว่าจะมีสายการบินโลวคอส แต่จะจองล่วงหน้ายังไง มันก็พันอัพ หรืออย่างต่ำก็แปดเก้าร้อย คำนวนบวกลบคูณหาร ยังไงไปรถทัวร์ก็ถูกกว่า และฉันมีเหตุผล(ข้ออ้าง) ของฉันเองว่า ไฟลท์ที่บินมันมักเป็นเวลาไม่ค่อยดี เช่นเครื่องออกบ่ายโมง ก็ต้องไปเช็คอินก่อน ไหนจะเผื่อเวลาเดินทางอีก (ตอนที่เขียนนี่เค้าคงมีแอร์พอร์ตลิงค์กันแล้วสินะ) สะระตะแล้วจะต้องออกจากบ้านตั้งแต่สิบโมง ไปโหลดกระเป๋า รอขึ้นเครื่อง พอลงแล้วก็ต้องรอกระเป๋าอีก (ซึ่งประสบการณ์ล่าสุดรออยู่ชั่วโมงกว่า ไม่รู้มันเอากระเป๋าไปวนปทุมธานีอยู่รึเปล่า แต่มันก็นานมาแล้ว ณ ปัจจุบันมันคงจะดีขึ้นแล้ว แต่อย่ามาว่ากัน ไม่ได้ขึ้นนานแล้ว) กว่าจะถึงบ้านเกือบบ่ายสามบ่ายสี่ ทั้งที่บินจริงๆ แค่ 50 นาที คิดเป็นเปอร์เซนต์กันแล้วไม่คุ้ม (จริงๆก็จน) เราก็เลยชอบรถทัวร์

สำหรับนักเดินทาง/ผู้โดยสารสายเหนือ ไม่มีใครไม่รู้จัก "นครชัยแอร์"
นครชัยแอร์คือผู้ให้บริการรถทัวร์ชั้นเลิศที่สุดเท่าที่จะหาได้ในขณะนี้ ไม่มีการจอดแวะกินข้าวต้มระหว่างทาง (ที่ไม่รู้ว่าใครหิววะ) (แต่หลังๆ มานี้ก็ชักจะมีจุดจอดเยอะไปหน่อย) แจกอาหารตลอดเส้นทางจนต้องเตรียมกระเป๋าไปใส่ต่างหาก มีบัสโฮสเตสคอยบริการประหนึ่งเครื่องบินน้อยๆ เอาวะ ไม่ได้นั่งเครื่อง ไปนครชัยแอร์ก็ได้ มีคำว่าแอร์เหมือนกัน ที่ำสำคัญคือความสะอาด ตรงเวลา และมีท่ารถเป็นของตัวเอง

ในราคาที่แพงกว่ารถทัวร์ยี่ห้ออื่น 80-100 บาท มันไม่ได้มากมายอะไรเลยเมื่อคิดเป็นสัดส่วน ถ้ามันไม่เต็มไปเสียก่อน ยังไง เป็นใครก็ต้องเลือกไปยี่ห้อนั้นก่อนอยู่แล้ว

แต่วันก่อนนั้นมันไม่ใช่ ไปส่งญาติไปพิษณุโลก เนื่องจากนครชัยแอร์ไม่มีไปโคราช (ใช่ไหมนะ) จึงต้องไปใช้บริการยี่ห้ออื่น ด้วยเหตุนี้เลยต้องไปซื้อตั๋วที่อาเขต อันเป็นศูนย์รวมรถทุกสาย ทุกยี่ห้อ ของสายเหนือ

เริ่มกันที่เคาน์เตอร์รับจอง มีป้ายเวลารถออก มีบัสฯ ยืนตะโกนเย้วๆ "ไปไหนน้อง อีกครึ่งชั่วโมงรถออกนะ ขึ้นเลยๆ"
ไม่มีเวลาชัดเจนว่ารถที่จะไปปลายทางนี้ๆ จะออกเที่ยวไหน เพราะพอไปถามก็บอกว่า รอบบ่ายไม่มี ต้องไปสองทุ่ม ตอนที่ถามนั้นก็เพิ่ง 11 โมง แล้วเวลาที่เขียนว่าออกทุกชั่วโมงมันคืออะไรหว่า
ระบบการจอง ใช้วิธีเขียนและขีด ซึ่งเท่าที่เคยเห็นมา โอกาสออกตั๋วซ้ำซ้อนเพราะคนขายลืมขีดฆ่ามีสูงมาก

พอถึงตอนจะขึ้นรถ รถอยู่ในสภาพที่ฝากระโปรงหน้าบ่งบอกว่าชนกับชานชลามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กระจกข้างเยินและพร้อมจะปลิวตามลม สภาพเขรอะไม่ได้ล้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในขณะที่คนก็รอขึ้นรถ เด็กท้ายรถก็ไม่ให้ขึ้น ไม่บอกเหตุผล แต่พอสังเกตว่าคนขับรถกับช่างพากันไปงุ้งงิ้งอยู่หลังรถ แล้วรถก็สตาร์ทไม่ติด มีเสียงฉึ่งๆ แฉ่ะๆ ก็เลยเดินไปถามว่ารถเสียรึเปล่า จะได้คืนตั๋ว เด็กคนนั้นก็ตอบแบบหลุกหลิกว่าช่างลืมใส่อะไรซักอย่าง ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ... เวลาผ่านไปอีก ก็ยังไม่ให้ขึ้นรถ คราวนี้ได้ยินว่าแอร์เสีย ก็ถามอีกว่า แอร์เสียเหรอ (ก็รถที่ฉันซื้อมันรถแอร์นะ ถ้าเสียก็เอาเงินคืนมา ไม่ก็จะคืนตั๋ว) อีเด็กก็ตอบกวนประสาทว่า พี่ไปถามคนอื่นสิว่าเสียไหม รถเสียผมไม่เอามาวิ่งหรอก (แล้วฉันรู้จักบุพการีแกรึ จะได้ไว้วางใจกันโดยไม่ต้องไต่ถาม) ฯลฯ โดยที่ไม่ได้ตอบดีๆ ไม่ได้มีหัวจิตหัวใจอยากจะบริการอะไรใดๆทั้งสิ้น นี่พวกฉันเป็นผู้โดยฯนะ ไม่ได้ hitch-hike โบกขึ้นรถสิบล้อมา จะได้มาตวาดกันแว้ดๆ

นอกเหนือจากการบริการอันแสนประทับใจ สภาพแวดล้อมของสถานีขนส่งก็ชวนให้ปวดประสาท ทั้งผู้คนมากมายที่นั่งรอ นอนรอ ที่นั่งไม่เคยเพียงพอ ไหนจะอีบ้าที่ชอบเอาสัมภาระบ้าบอมาวางไว้บนเก้าอี้ ขวางคนอื่นไม่ให้นั่ง ไหนจะคนขากเสลดปรู๊ดๆ พื้นที่ดำเขรอะ ห้องน้ำที่ขนาดไม่ได้เข้าก็ยังเหม็น ฯลฯ

แล้วก็คาดเดาไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆ จะบ้าบอแค่ไหน มีเด็กแนวคนหนึ่งต้องนั่งข้างฝรั่งที่หอบเอาไม้ซุงอะไรไม่รู้มาด้วยแล้วเอาใส่ใต้ท้องรถไม่ได้ ฮีเลยต้องเอาไม้ซุงขึ้นรถด้วย แล้วน้องคนนั้นที่นั่งข้างๆ ก็ต้องมาคอยระวังอีไม้ซุงนี่ไปด้วยกัน ดูเหมือนว่าฝรั่งมังค่าบางคนก็มาอยู่ไทยนานเกินไปจนติดนิสัยทำอะไรก็ได้ไปเสียแล้ว

คำที่ทุกคนบ่นในวันนั้นคือ "พอกันที คราวหน้าจะขับรถไปเอง" "เราไปยี่ห้ออื่นที่ดีกว่านี้กันเถอะ" หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นทำนองว่า ชั้นมีเงิน มีทางรอดที่ดีกว่านี้ ชั้นไม่มาทนอะไรแบบนี้หรอก (แน่นอน ฉันเองก็คิด ถ้าฉันรวยกว่านี้มากๆ จะจ้างฮอส่วนตัวแม่งเลยดีไหม)

แต่สำหรับคนไม่มีทางเลือก ไม่มีทางเลือกไม่ใช่แค่จน บางคนก็มีเงิน แต่รถที่ดีกว่าอาจจะเต็ม เส้นทางที่ไปอาจไม่มีรถที่ดีพอ ก็ต้องมากล้ำกลืนฝืนทน แทบจะกรอกยานอนหลับรอให้ถึงปลายทาง อย่างนั้นหรือ บางคนเค้าให้ยืนก็ยืน เค้าขายตั๋วซ้ำก็ต้องหน้าหงาย รอไปเที่ยวถัดไป ไม่รู้จะไปรอที่ไหน ก็นอนเงกรอกันตรงนั้น (ฉันเองก็เคยซื้อตั๋วแล้วไม่ได้ไป มันให้ไปแย่งกันขึ้นแบบแย่งซื้อไอแพด แล้วมันก็เต็มที่ฉันพอดี)

หรือจะคิดว่า ช่างหัวแม่งมันเถอะ คราวหน้าเราขับรถยนต์ไปกันเองดีกว่า แล้วขนส่งมวลชนมันจะยังไงก็ช่างหัวมันเถิด มิน่า ตั้งแต่ฉันเกิดจนโต สถานีอาเขตจึงยังคงความสวยงามและมนต์เสน่ห์แบบเดิมไม่เสื่อมคลาย

ป.ล. ถ้าไม่ลืมจะมาต่อเรื่องรถยนต์ (แม้จะไม่มีใครอ่านก็จะเขียน)

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยมากว่ารถไฟไทยเมื่อไหร่จะเปลี่ยนซักที มันคือจุดต่ำสุดของการขนส่งที่ไม่อยากจะใช้บริการที่สุดในสามโลก

#6 By nyanta on 2011-05-16 12:02

ขนส่งมวลชนแบบเริ่ดมีไว้ให้พวกรวยๆ้ในกรุงเทพเท่านั้น อย่างโครงการรถไฟฟ้าสิบกว่าสายนั่นไง ส่วนพวกจนๆก็นั่งรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีสภาพย่ำแย่ต่อไป

เราคนกรุงเทพจะเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถไฟทีไร
อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมไม่มีรัฐบาลไหนสนใจจะปรับปรุงระบบขนส่งอย่างอื่นให้มันดีๆ นอกจากรถไฟฟ้าในกรุงเทพบ้าง

งบพัฒนาพวกนี้ มันคงไปอยู่ในกระเป๋าของใครสักคนแหละ เห้อangry smile

#5 By daranee on 2011-05-14 16:19

Hot!

ชินมากกันความเย็นชาของสถานีขนส่ง
ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน

#4 By minijokerdoll on 2011-05-14 14:47

Hot! Hot! big smile

#3 By YiM-YiiM on 2011-05-14 08:34

Hot! Hot!
มันเป็นความบัดซบของคนทำอาชีพบริการ ไอ้นิสัยกวน..เนี่ย - - เจอแล้วเซ็ง..Hot!

#2 By fablefa ~* on 2011-05-14 03:11

เต็มสิบไปเลย สถานีไทยHot! sad smile

#1 By นกฮูกดีไซน์ on 2011-05-14 01:07