Hong Kong 2013 : A journey to Rubber Duck

posted on 22 May 2013 17:35 by nyanta in Story

ไปเที่ยวช่วงปิดเทอมมาค่ะ 

ทริปฮ่องกงแบบสั้นๆ 4 วัน 3 คืน เกิดจากการจองตั๋วเครื่องบินเล่นๆกับเพื่อน เห็นแอร์เอเชียโฆษณาว่ามีโปรโมชั่น0บาทอะไรก็ว่าไป แต่พอจองไปจองมา ราคาก็ 7xxx ไม่ได้ถูกเลยนะนี่ (ไม่รู้ว่าคนที่จองได้ 2 พันกว่าบาทนี่เขาใช้เทคนิคอะไร) แต่ว่าจะจองแล้วล่ะ ก็เลยกดๆไป 

ด้วยความบังเอิญ เราได้ข่าวว่าเป็ดน้อย Rubber Duck (ของคุณดีไซเนอร์ Florentijn Hofman) จะมาฮ่องกงในช่วงนั้นพอดี สร้างความปิติยินดีแก่เราเป็นยิ่งยวด แต่ทว่า........ 2 วันก่อนการเดินทาง เป็ดของเราก็แฟบ (aka ผิ่ว) และค่อยๆ กลายสภาพเป็นไข่ดาวในที่สุด เจ็บปวดหัวใจมากๆ 

แต่จองแล้ว ก็ต้องไป ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า "มันอาจจะซ่อมทัน"

ว่าแล้วก็ ออกเดินทาง 

เราเลือกที่จะบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง มากกว่า เชียงใหม่-มาเก๊า ด้วยเหตุผลสั้นๆ คือ เคยนั่งเรือแล้วเมาเรือ อ้วกแตก ก็เลยยอมที่จะบินไปกรุงเทพก่อน นอนที่สนามบิน 1 คืน แล้วค่อยต่อเครื่องไปฮ่องกง ถามว่านอนที่สนามบินลำบากไหม ก็เคยนอนนะ ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครๆ เค้าก็ทำกัน แต่คราวนี้มันต่างออกไปค่ะ

ก่อนนั้นเราเคยนอนก็จริง แต่เป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกว้างขวาง แต่ที่นี่ ดอนเมือง ค่ะ เก้าอี้ทั้งหมดถูกจับจองไปแล้ว กว่าเราจะหาที่ลงนอนได้ก็แทบแย่ ก็จัดการตระเตรียมที่หลับที่นอน เอนหัวลงนอน กำลังจะเคลิ้มๆ หลับ ก็มีเสียงหัวเราะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ดังลั่น กำลังจะหลับๆ ก็มีเสียงคนจีนคุยกันช้งเช้ง ยัง ยังไม่พอ แฟนลุกไปฉี่แป๊บเดียว กลับมา คนจีนยึดที่นอนไปเรียบร้อย พวกเธอมากันมานั่งตรงที่เรานอน 7-8 คน (ทั้งที่ถัดไปอีกโซนก็มีที่ว่าง พอให้คณะของเธอนั่งได้) พวกเราก็ตื่น เพราะหล่อนๆเสียงดังกันมาก เราก็เซ็ง ลุกมานั่ง ไม่นงไม่นอนละ พวกแม่นางจีนเหล่านั้นพากันเมาท์มอยเสียงดัง กินมาม่า ค่อยๆเรียกเพื่อนมานั่งเพิ่มขึ้นๆ แล้วในที่สุด พอมันอิ่มมาม่า มันก็ลงนอน (ในที่ที่มันเพิ่งไล่เราลุกตะกี้) เป็นอันว่าพวกเราไม่ได้นอน ต้องสะโหลสะเหลไปขึ้นเครื่อง บินงวดนี้ไม่มี jet lag แต่เป็น เจ๊ก lag เพลียมากๆ พอขึ้นเครื่องสลบเหมือนโดนทุบหัวเลย 


ดูสิ.... ไม่เหลือที่ให้นอน

เราเป็นคนที่ไม่ชอบไปวัด ไม่ชอบเที่ยวชมธรรมชาติ (เป็นคนดี) แต่พอดีเพื่อนที่ไปด้วยกันอยากจะไปไหว้พระใหญ่ บวกกับเราไม่เคยไปก็เลยโอเค ไปก็ได้ จากการหาข้อมูลมา คนส่วนหนึ่งบอกว่าให้ฝากของไว้ที่สนามบินก่อน แล้วก็ไปไหว้พระ แล้วค่อยกลับมาเอากระเป๋า ก่อนเข้าที่พัก ตกลงตามนั้น พอลงเครื่องดิฉันก็เดินหาที่ฝากกระเป๋า ชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อใบ แพงใช้ได้ กะจะฝากซัก 2 ชั่วโมง แต่พอฝากกระเป๋าปุ๊บ แฟนบอก ปวดขี้ .... อ่ะ ไปส่งขี้ พอขี้เสร็จก็อยากจะซื้อซิมโทรศัพท์ ก็เดินหาร้านอีก ซึ่งร้านขายซิมนั้น อยู่บนชั้นสอง (ที่มันเรียกว่า Level 7 หาซอย G แล้วไปสุดซอยนะฮะ) ในส่วนขาออกนอกประเทศ ตลกไหมล่ะ เอาซิมไปขายที่ขาออก จะออกแล้วจะซื้อซิมไปทำซากอ้อยอะไร กระบวนการเดินหาที่ขี้และซื้อซิมนี้ กินเวลาไป 1 ชั่วโมง เอาเหอะ ไปวัดซะที

(FYI: sim card "one two free" มีจำหน่ายที่ร้าน 1010 ซึ่งมีในเมืองทั่วไป ราคา ณ วันที่เราไป 98 เหรียญ สมัครแพ็คเกจเนต 78 เหรียญ สำหรับ 7 วัน ที่เหลือใช้โทรกลับไทยกับโทรหาคนในฮ่องกงได้อีกนิดหน่อย คุณป้าเจ้าหน้าที่จัดการเปลี่ยนซิมและสมัครโปรให้แบบคล่องมากๆ ทำพร้อมกันสามเครื่องได้ด้วย) 

ด้วยความเข้าใจผิดของเรา (ทั้งที่หาข้อมูลแล้วว่าจะเข้าเมืองด้วยการนั่งรถบัส ไม่เลือกรถไฟ Airport Express เพราะแพงและรถรับส่งตามโรงแรมมันก็คงไม่ส่งเราที่โรงแรมถูกๆของเรา มั้ง...) แต่อีบทจะไปไหว้พระ หาข้อมูลไว้มันบอกให้ไปทางรถไฟ (อีคนเขียนมันคงไม่ได้เริ่มต้นที่สนามบิน และเราก็ลืมว่าอีกระเช้ากับห้าง City gate มันอยู่ที่เดียวกัน ลืมสนิทจริงๆ ง่าวต๋าย) ดิฉันก็กระโดดขึ้นรถไฟทันที จะว่าเป็นเรื่องเศร้าก็ได้ เพราะตอนเดินขึ้นไป รถไฟมันเปิดประตูอ้ารออยู่พอดี ถ้ามันยังไม่มา เราก็คงจะมีเวลาได้ฉุยฉายอ่านป้ายอะไรบ้าง พอขึ้นไป ประตูก็ปิด ดิฉันก็ถึงได้สำเหนียกว่า "ชิบหาย!!!! กูขึ้นผิดขบวน" หรือจะพูดอีกอย่างคือ "กูไม่ควรขึ้นรถไฟ"

 

 

ค่ะ ขึ้นแล้วก็ต้องขึ้น (ลงไม่ได้นิ) ลูกทัวร์สองหน่อของเราก็หน้าเหลอหลา อ่าว ผิดเหรอ ทำไงดี ... ก็ลงสถานีหน้าละกัน อีรถไฟความเร็วสูงนี้ก็พาเราไปลงที่สถานที Tsing Yi  หมดเงินไป 60 เหรียญ แพงเหี้ยๆ 

 เสร็จแล้วจึงกระทำการเปลี่ยนรถมาเป็นรถไฟปกติ ไปที่ตุงชุง (หรือมันจะอ่านอย่างอื่นก็ช่างเหอะ) ไปขึ้นกระเช้าจะไปไหว้พระใหญ่ แล้วพอไปถึงก็พบกับภาพนี้

 

แม่เจ้า!!!! คิวยาวเป็นหางว่าง ขดไปขดมา แล้วดิฉันจะได้ขึ้นกระเช้ากี่โมง เข้าคิวอยู่ 15 นาที พิจารณาจากจำนวนคนและความเร็วกระเช้าแล้ว จะได้ลงมากี่โมงหว่า ค่าฝากกระเป๋าก็ล่วงเลยเข้าไป 4 ชั่วโมงแล้ว ฝนก็ทำท่าจะตก ก็เลยตัดสินใจว่า ขึ้นรถเมล์กลับสนามบินดีกว่า (ฉลาดแล้ว กลับด้วยรถเมล์) แต่ก่อนกลับก็ไม่ลืมสักการะห้าง แวะช้อปปิ้งที่ Citygate ได้รองเท้ามา 1 คู่และกระเป๋ามา 1 ใบ (ค้นพบในภายหลังว่ารองเท้าที่มงก๊กถูกกว่าประมาณ 500 บาทไทย - โง่คำรบสอง) 

การเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมือง เราเลือกใช้รถ City flyer สาย A21 ซึ่งหาข้อมูลมา ค่าบริการคนละ33 เหรียญ มันบอกว่าคนที่พักโรงแรมเราให้ลงที่ป้าย 7 ซึ่งพอเราลงมาจากรถพร้อมกระเป๋าไซส์จัมโบ้ 3 ใบ ก็ยืนงงเป็นกะเหรี่ยงกันอยู่ริมถนน แล้วที่พักของเราก็อยู่ย่านมงก๊ก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคนล้นเป็นหนอนมากๆ กว่าจะเดินหาโรงแรมเจอและฝ่าฝูงชนเข้าไปได้ ก็โดนเจ๊กด่าไปตลอดทาง แต่ไม่เป็นไร เราฟังไม่รู้เรื่องนิ 


สภาพห้องพัก เขาบอกว่าโรงแรม 2 ดาว ก็ใช้ได้ทีเดียวนะ สภาพดี บริการดี (แม้พนักงานจะโยนปากกาให้ลูกค้าเป็นนิจสิน แต่พนักงานในฮ่องกงแทบทุกชอปก็โยนปากกาให้เรา ยกเว้นที่เดียวคือหลุยส์ แต่จะไปเอาอะไรกะมันล่ะนะ)

มีคนรีเควสมาหลายคนมากๆ ว่าให้เรารีวิวเรื่องของกิน คนรู้จักทุกคนก็บอกว่าร้านนั้นร้านนี้อร่อย ต้องไปกิน แต่พวกเราก็ให้ความสำคัญกับอาหารกันมาก นั่นคือ หิวเมื่อไหร่ค่อยมองหาร้านข้าว และมีอะไรก็ยัดห่ามันลงไปให้อิ่มๆ จะได้ไปต่อ ดังนั้นพอถึงเวลาหิว ก็อยู่ไหนก็ไม่รู้ (หลงนั่นเอง) จึงไม่สามารถเดินหาร้านที่เขาเรคคอมเมนกันได้เลย 

พูดถึงอาหาร ก็ไม่ได้กินแบบอดอยาก แต่ไม่เข้าภัตตาคารหรูหรา ไม่ได้กินติ่มซำด้วย มื้อนึงตกคนละ 30-50 เหรียญเท่านั้น ไม่เกินนี้ แล้วความรู้ภาษาอังกฤษที่มีมาก็ไม่ได้ใช้งานอะไร ใช้แต่ภาษามือ เมื่อยมาก เป็นการฝึก listening ที่ได้ผลชะงัด เพราะถ้าฟังไม่ออกจะอดแดก เราได้กินกาแฟบ่อยมาก เพราะมันชอบถามว่า xxxx or coffee? แล้วไอ้ xxxx ก่อนหน้านี่มันเหี้ยอะไรวะ ฟังไม่ออก จะถามเซ้าซี้เดี๋ยวแม่งด่าอีก โอเค กินคอฟฟี่ก็ได้ (ซึ่งกาแฟในร้านอาหารก็รสชาติ....มาก)  

สรุปว่าถ้าอยากจะมาเอารีวิวอาหารจากเรา จะพบความผิดหวังอย่างรุนแรง

วันที่สองเราไปวัด สงสารเพื่อนเพราะพระใหญ่มันก็ไม่ได้ดู ก็พาไปวัดที่เขาฮิตๆกัน ประมาณวัดพระสิงห์กับวัดเจดีย์หลวง (มันคือหวังต้าเซียนกับวัดนางชี) เคยไปมาแล้วแต่ไปอีกก็ได้เพราะคราวที่แล้วมันปรับปรุง ไม่ค่อยสวย วัดนางชีก็ไม่ได้เข้าข้างในเพราะมันปิดไปก่อน 

จบการไหว้พระเป็นที่เรียบร้อย เราขอพรขอให้ได้งานและขอให้ดูเป็ด

เสร็จแล้วเราก็ไปสักการะห้างของเราที่ Harbour city ไปเพื่อซื้อของนิดหน่อยและแวะหาเป็ด (แม้จะรู้ว่ามันไม่อยู่) 

 

เค้ามีเป็ดน้อยให้ถ่ายรูปคู่ ซึ่งมันต้องแย่งชิงกันมากๆเพราะคนล้านแปด แต่คุณลุงคนนี้แกมานั่งเป็ดแล้วดูทีวีจอยักษ์ซะอย่างนั้นล่ะ.... 

คราวที่แล้วเราพลาดไม่ได้ดู symphony of life งวดนี้ก็เลยไปดู แล้วก็พบว่า "แอ๊ แค่เนี้ยะ" ทำไมมันไม่อลังการเหมือนที่เคยเห็นคนอื่นอัพรูปเลยล่ะ แต่ก็ยืนดูๆไป สักพักก็กลับดีกั่ว หาข้าวกิน (ซึ่งก็หลงอีกตามเคย กว่าจะหาเจอเกือบหมดแรงจนคิดว่าถ้าหาไม่เจอจะแทะเสาไฟฟ้าแล้วนะ) 

อันนี้คือคนใส่สูทผูกไทด์ หน้าตาดีมาก ไม่ได้มาประชุมวอเตอร์ซัมมิท แต่มายืนแจกใบปลิวและชวนคนไปกินอาหารที่ร้านที่ตัวเองทำงานอยู่ น่ากลัวมาก มาดักหน้าห้างกันเป็นแพเลย

 

วันที่สามข้ามไปเที่ยวย่านเกาะฮ่องกง ชมวิวบนรถราง 2 ชั้น สนุกดี ดันไปวันอาทิตย์ก็เลยเจอคนงานฟิลิปปินส์มา hang out เต็มเมือง แถมพอไปลงที่ causeway bay  เข้าห้าง Sogo เจอเขาลดราคาประจำปีหรืออะไรซักอย่าง คนเยอะมาก เบียดจนห้างจะแตก เราได้รองเท้ามาในราคา 800 บาท (จากที่เคยดูในเวป 3 พันกว่าบาท) เจ๋งไปเลย 

ไปเดิน Time Square, Landmark และห้างหรูๆ ก็ค้นพบว่าไม่มีปัญญาจะซื้ออะไร คณะทีมงานอยากจะไปที่ซิติ้เกทอีกรอบก็เลยโอเค เปลี่ยนเส้นทาง (คนละทิศสุดๆ) ระหว่างทางแวะห้างที่สถานที Tsing Yi เพราะอยากจะแวะชอป Zara (ตอนไปไทม์สแควร์ก็ไม่ซื้อ ลีลา) น้องสาวที่ทำงานที่ฮ่องกงบอกว่าให้ลงสถานี้ก็มีชอปเหมือนกัน ซึ่งเราว่าห้างตรงนี้มันแหล่มใช้ได้ทีเดียว 

ก่อนกลับวันสุดท้ายก็แวะไปร่ำลาเป็ดอีกรอบ (จริงๆคือจะไปช้อปปิ้งเก็บตก) เป็ดใหญ่ก็ยังไม่มา การขอพรก็ไม่สัมฤทธิ์ผล กลับไปแบบเศร้าๆ ทีแรกวางแผนกันว่าจะไปเดิน Citygate วันกลับ แต่ไม่อยากจะวิ่งลนๆลกๆ (เหมือนคราวที่แล้ว) ก็เลยไปมาเมื่อวาน วันนี้ก็เหลือเดินเก็บตกซื้อของที่พลาดไปยังไม่ได้ซื้อ แต่ก็ไม่มีเงินเหลือกันแล้ว รวมทั้งร่างกายที่เข้าข่ายคนทุพพลภาพ เดินเป๋กันมาก เลยออกเดินทางไปสนามบินเร็วหน่อยดีกว่า เครื่องออก 3 ทุ่ม เราไปตั้งแต่ 5 โมง กะว่าจะได้มีเวลาไปเล่นใน duty free (ความฝันที่วาดไว้)

นั่งรถบัสไปสนามบินใช้เวลา 45 นาที กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงนิดๆ ด้วยความที่บินไปด้วยสายการบิน low cost ก็ต้องไปเช็คอินที่ terminal 2 ซึ่งรู้ว่าไกล แต่ไม่คิดว่าจะไกลขนาดนี้ กระบวนการเดิน(ต้วมเตี้ยม)ไปเช็คอิน ผ่านตม. โหลดประเป๋า และนั่งรถไฟกลับมารอขึ้นเครื่อง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง (ขนาดแถวตม.คนน้อยมาก หรือแทบไม่มีคน) แถมมันยังไม่บอกว่าไปขึ้นเครื่องที่ gate ไหน ซึ่งสนามบินฮ่องกงมีถึง 500 กว่าเกต แล้วกูจะตรัสรู้ไหมคะ จะเดินเล่นในดิวตี้ฟรีก็จิตตกว่าจะไปทางซ้ายหรือขวา ค่อนไปทางไหนดี หาข้าวกินก็ระแวงไปด้วยว่ามันประกาศรึยัง สุดท้ายกว่าจะรู้ว่าไปประตูไหน ก็ประมาณ 10 นาทีก่อน boarding วิ่งสิคะ แล้วอีเกตนี้ก็ต้องนั่งรถไฟไปอีก สรุปว่าดิวตี้ฟรีแฟรอะไรไม่ได้ดูซักสิ่งอัน ไปถึงเกตด้วยเวลาฉิวเฉียด ถ้ามันออกตรงเวลาคงแทบตกเครื่อง (แต่ทำไมมีคนมานั่งก่อน อีพวกนี้มันหายตัวได้หรือยังไง) ใช่ ถ้ามัน "ออกตรงเวลา" ปัญหาคือมันไม่ตรงไง อีดอก ให้นั่งรออีกตั้ง 40 นาที แหมะ.... แถมมีการเปลี่ยนเกตวินาทีสุดท้ายอีก ดีนะมันเปลี่ยนแค่ฝั่งตรงข้ามกัน 

หลังจากกลับมาเที่ยวก็มีสิ่งที่เรียนรู้ดังนี้คือ
1. Airasia ประกาศเปิดเที่ยวบินบินตรงเชียงใหม่ - ฮ่องกงแล้วนะ (แต่เราเช็คในเวปยังไม่มี)
2. ทีหลังไปสายการบินอื่นเหอะ โดยเฉพาะอีที่ต้องไป terminal 2 เนี่ย ไม่เอาแล้วนะ ครั้งที่แล้วบินคาร์เธ่ เช็คอินแล้วยังไปเดินซิตี้เกตทันเลย (แม้จะต้องทำเวลาสักหน่อย)
3. หากเลือกได้ เอาสายการบินที่มี in-town check in จะเริดมาก จะได้ฝากกระเป๋าแล้วตัวปลิวไปเลย 
4. ไม่ต้องฝากกระเป๋าไว้สนามบินแล้วไปวัดหรอก ค่าฝากกระเป๋าแพงกว่าค่านั่งรถไปกลับหลายเท่ามากๆ ต่อให้บ้านหรือโรงแรมจะไกลแค่ไหนก็เหอะ ยิ่งถ้าต้องต่อคิวยาวๆ ขึ้นกระเช้ายิ่งไม่ควร (เว้นแต่จะไปแต่เช้าตรู่นะ)
5. ถ้าอยากจะเดินซิตี้เกตก็อย่ามาเดินวันกลับเลย ครั้งที่แล้วเราบินคาเธ่ย์ เช็คอินแล้วไปเดิน ก็เดินรีบๆ ไม่ค่อยได้ดูอะไร นี่ดีนะที่มาวันอื่นก่อน ถ้าคิดว่าจะมาเช็คอินแล้วไปเดินนี่คงอดไปเลยด้วยสายการบินอันนี้ (ป.ล. สำหรับเรามันก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ ของก็แล้วแต่ดวง อย่าไปหวังอะไรมากกับ outlet ถ้าเจอก็โชคดีไป และรองเท้าที่มงก๊กถูกกว่าเย้อะะะะะ)
6. อย่าลืมแลกบัตร  octopus ที่ชั้นล่าง (ฝั่งขาเข้า) ก่อนไปเช็คอินนะจ๊ะ เพราะพอเข้าไปแล้วจะไม่มีที่แลก ต้องเอาบัตรกลับมาเมืองไทยเช่นดิฉันเป็นต้น (เดชะบุญมีน้องเป็นแอร์ ฝากไปแลกได้)

หวังว่าคราวหน้าจะได้ไปอีก ต่อไปจะบินตรง ไม่แวะดอนเมืองอีกแล้ว ลาแล้วลาก่อน 
อ้อ ความเศร้าอีกอย่างคือ พอเรากลับมาได้ 1 วัน เป็ดก็กลับมาแสดงเหมือนเดิม T_____T ทำไมทำกับฉันแบบนี้ 

เจอกันประเทศหน้านะน้องเป็ดน้อย  

Comment

Comment:

Tweet