Story

วัฒนธรรมอันดีงาม

posted on 16 Sep 2006 23:20 by nyanta  in Story

เมื่อวานไปได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง

ใครบางคนตั้งคำถามว่า นึกยังไงถึงซื้อหนังสือ เห็นไม่ซื้อมาตั้งนานแล้ว
คำตอบคือ "ไม่รู้"
อยากก็คืออยาก ไม่อยากก็คือไม่อยาก

ทำไมจะต้องมีเหตุผลด้วยกับการซื้อหนังสือสักเล่ม

หรือที่ผ่านมา ฉันดูเป็นคนที่ไม่ค่อยแสวงหาอะไรใส่หัวมากเกินไป

เพิ่งอ่านไปได้แค่บทสองบทเท่านั้น
แต่มาสะดุดกับบทหนึ่งในหนังสือ
บทที่ว่าด้วย "วัฒนธรรมอันดีงาม"
สิ่งที่เราคิดว่าดี ว่าถูกนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งที่ใครบางคน บางกลุ่มกำหนดขึ้นมาเท่านั้นหรือเปล่า
และฉันก็เป็นเพียงผลผลิตจากสังคมแบบนั้น

ฉันเป็นคนประเภทที่ยึดถือในสิ่งที่ถูกปลูกฝัง และมักแสดงอาการไม่ยอมรับอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นอะไรที่ไม่ชอบด้วยทำนองคลองธรรม
และตอบสนองด้วยการด่าออกไปว่า "มันผิดศีลธรรม"
หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับชู้ ผิดลูกผิดเมีย มีกิ๊ก รับไม่ได้

หนังเรื่องนี้มีคนเอากัน มีเซ็กส์ มันเป็นเรื่องทุเรศ ห้ามดู
เพราะเติบโตมาในสังคมที่สั่งสอนว่าทำได้ แต่ห้ามพูด

อาจเป็นเพราะการถูกเลี้ยงมาในกรอบ ไม่ให้คิด ไม่ให้สงสัย
ฉันไม่เคยสนใจอยากรู้ ไม่เคยอยากได้ใคร่มี ไม่เคยต้องการ
ในเรื่องที่บางคนบอกว่าเป็น "เรื่องธรรมชาติ"
ไม่มีใครบอกว่าห้าม ไม่มีใครบอกว่าอย่า ไม่มี
แต่ถ้าใครสักคน ต้องเติบโตมาในสังคมที่เมื่อเห็นดาราสาวในทีวีออกอาการสะดีดสะดิ้งเต้นแร้งเต้นกา
แล้วคนทั้งบ้านพร้อมใจกันพูดเป็นเสียงเดียวว่า "อีนี่แรด"
ฉันก็คงไม่ต้องสรรหาคำอธิบายใดๆให้ยืดยาว

เพราะการแสดงอารมณ์ การแสดงออกถึงความรัก ความต้องการ เป็นสิ่งที่ผิด
การแสดงความรักต่อกันเป็นสิ่งที่ไม่สำรวม
การเก็บและกดอารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลเป็นสิ่งดีงาม
ทั้งหมดหล่อหลอมให้พวกเราเติบโตมากับความเชื่อที่มีพื้นฐานมาจากคำว่า "วัฒนธรรมอันดีงาม"

ฉันเคยหัวเราะ ตอนอ่านบทสัมภาษณ์จากนิตยสารฉบับหนึ่ง
เธอเป็นผู้หญิงตะวันตกคนหนึ่ง ที่ทางบ้านเคร่งศาสนาคริสต์นิกายหนึ่งอย่างหนักซึ่งบังคับให้ผู้หญิงทุกคนแต่งกายอย่างมิดชิด
เธอหนีออกมาจากบ้าน จากสังคมนั้น แต่ว่า ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าใด เธอก็ไม่อาจฝืนตัวเองให้ใส่กางเกงขาสั้นเหมือนคนอื่นๆได้
ฉันหัวเราะเยาะ ว่าอุตส่าห์หนีออกมาได้แล้ว แต่ทำไมยังปล่อยให้ความคิดเก่าๆเข้าครอบงำอีก
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันเองก็ไม่ต่างกัน
เพราะแม้จะไม่ได้มองและคิดว่าการที่เพื่อนสาวคนอื่นๆลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกาเป็นสิ่งที่ "ผิด" แต่ฉันก็ไม่อาจฝืนตัวเองให้ทำอย่างพวกเธอได้เหมือนกัน
ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน กรอบความคิดเดิมๆ มันก็จะยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจของฉันเสมอ

การที่ต้องอยู่ตรงกลาง ระหว่างโลกยุคเก่าและสังคมที่รุดหน้านับเป็นสิ่งที่ทำให้ลำบากใจและกระอักกระอ่วนไม่ใช่น้อย แต่ถึงแม้เราจะรู้สึกว่า "รับไม่ได้" ก็ไม่ได้แปลว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ อาจมีคนอีกจำพวกที่ถูกหล่อหลอมมาอย่างแตกต่างจากเรา คำว่า "ดีงาม" ในคำจำกัดความของพวกเขาอาจผิดแผกและแตกต่างไปจากเรา ก็เป็นได้

ฉันมีเพื่อนอยู่สามประเภท

หนึ่ง -- พวกที่มีชีวิตสวยงาม มีคนรัก มีเซ็กส์ แต่งงาน มีลูก

สอง -- พวกที่กล้าประกาศความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน และแยกแยะออกระหว่างเรื่องเพศและความรัก

สาม -- พวกที่มีชีวิตอยู่ในกรอบที่ตั้งอยู่บนรากฐานของสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งเรียกว่า "วัฒนธรรมอันดีงาม" และฉันเป็นหนึ่งในนั้น

แต่พวกเราก็อยู่ร่วมกันได้ อย่างยอมรับในข้อแตกต่างของกันและกัน

คำว่าวัฒนธรรมอันดีงามนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงสิ่งที่แตกต่างแล้วแต่มุมมอง

อย่างที่ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดบนโลกนี้คือความแตกต่างของคน

ยอมรับและเข้าใจในวัฒนธรรมของกันและกัน

แม้ในใจจะยังรู้สึกรับไม่ได้ก็ตามแต่...

Barbapapa

posted on 20 Dec 2006 00:03 by nyanta  in Story

"Click-a-dee-click...Barba-trick"
คลิ่ก-กระดิก-กระดิ๊ก

ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกรึเปล่านะ เพราะมันเป็นเสียงที่แสนจะเลือนลางอยู่ในความทรงจำตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กน้อย ยังมีใครจำการ์ตูนน่ารักตัวอ้วนกลมอุ้ยอ้ายสีชมพูนี่ได้บ้างมั้ยน้อ จำได้ว่าเคยดูนานมาแล้ว ถามเด็กสมัยนี้ จะรู้จักมั้ยน้อ...

Barbapapa เป็นผลงานเขียนของAnnette Tisonกับ Talus Taylor นักเขียนการ์ตูนชาวฝรั่งเศส แรกเริ่มเดิมทีเรื่องนี้ก็เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส แล้วต่อมาก็ดัง และก็แปลเป็นภาษาอื่นๆ อีกมากมาย
บาร์บ้าปาป้า เป็นตัว (ตัวอะไรซักอย่างที่เค้าบอกว่า pear-like=เหมือนถั่ว...) ที่เปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจชอบ เวลามันจะเปลี่ยน ก็จะส่งเสียงว่า "คลิ่ก-กระดิก-กระดิ๊ก" แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นไอ้โน่นไอ้นี่

เปลี่ยนเป็นเรือก็ได้



เป็นบันไดก็ได้ ช่างมีประโยชน์เสียจริงๆ

มันมาจากไหนก็ไม่รู้ ดูคล้ายจะเป็นต่างดาว แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็ไปพบรักกับ barbamama ตัวที่มีหุ่นอรชรอ้อนแอ้นสมเป็นเพศเมีย แต่ดันมีตัวสีดำ (จากการสันนิษฐานของฝรั่งมังค่า เค้าบอกว่ามันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงการ cross-cultural marriage ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ว่าบาร์บ้าปาป้าผู้เป็นฝรั่งผิวขาว ออกชมพู ตัวอ้วนพี คงจะแต่งงานกับผู้หญิงผิวดำจากที่ไหนสักที่ แล้วก็เกิดผลผลิตเป็นลูกๆ หลากสีสัน)

ลูกๆ ของบาร์บ้า ก็ล้วนแต่น่ารักน่าชัง แต่ก็ยังไม่วายแฝงเรื่องสี เรื่องเพศ เรื่องความชอบ ทั้งหลายแหล่ ราวกับเป็นการปลูกฝัง ideology ให้กับเด็กที่ดู (ไม่ว่าคนแต่งจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามเถอะ)



ตอนที่ลูกๆ ของบาร์บ้าเกิด ดูเหมือนว่าจะเอาไปฝังดิน แล้วรดน้ำ แล้วก็รอให้โต งอกออกมาเหมือนถั่ว (สรุปมันเป็นถั่วจริงด้วย)
แม้แต่ตอนบาร์บาปาป้าเกิด ดูเหมือนว่าเค้าก็เกิดมาด้วยวิธีเดียวกันนะ


นี่ไง คุณลุงคนนี้ใครหว่า (จำไม่ได้) ดูสิ บาร์บ้าปาป้าตอนระยะที่สองเหมือนลูกอะไรกลมๆ น่ารักจริงๆ

ลูกๆ ของบาร์บ้าปาป้าทั้งเจ็ดตัว เค้าว่าเป็นตัวแทนของสิ่งต่อไปนี้

  • Barbazooสีเหลือง เป็นผู้ชาย= lover of animals
  • Barbalalaสีเขียว เป็นผู้หญิง= lover of music
  • Barbalib สีส้ม เป็นผู้หญิง = lover of books
  • Barbabeau สีดำ ขนปุกปุย เป็นผู้ชาย =lover of art
  • Barbabelleสีม่วง เป็นผู้หญิง= lover of beauty
  • Barbabrightสีฟ้า เป็นผู้ชาย= lover of science
  • Barbabravoสีแดง เป็นผู้ชาย=lover of strength and heroism

ดูสิว่าเค้ามีลูกสาวสามคนเอง แถมแต่ละตัวต้องมีเอวคอด และมีดอกไม้บนหัว (คงกลัวเด็กดูไม่ออก)...แต่ก็เอาเถอะ มันเป็นแค่การ์ตูน...

ถ้าใครบังเอิญผ่านมาแล้วอยากอ่านต่อแบบละเอียดๆ ก็แวะไปได้นะ ที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Barbapapa
http://members.tripod.com/~iwong/Barbpapa.htm
http://www.barbapapa.fr/(official website)
และก็นำเสนออันนี้เพราะน่ารัก มีประวัติเล็กๆน้อย (แต่เป็นภาษาญี่ปุ่น)มีเกมให้เล่นด้วยนะ
http://www.sonyplaza.com/barbapapa/(เข้าแล้วเลือก special ที่ลูกโป่งด้านบน)
ทางซ้ายเป็นเกมจับคู่ ทางขวาเป็นเกมบาร์บ้าเป่าทรัมเป็ต ลองกดเล่นดู มันน่ารักๆๆๆ (^ ^;;)

อยากจะหามาดูอีกจังเลย
อยากเป็นแบบบาร์บ้าปาป้าบ้างจังเลย (อย่างน้อยจะได้แปลงร่างเป็นคนผอม...เอิ๊กๆ)

Sexual Prejudices

posted on 09 Jan 2007 00:29 by nyanta  in Story

ลองมองย้อนกลับไปซิว่า ในบางครั้ง เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มี "อคติทางเพศ" อยู่ในตัวเหมือนกันรึเปล่า?

ตั้งแต่เล็กจนโต เราถูกสอน ถูกบรรจุข้อมูล และถูกแบ่งแยก อย่างไม่รู้ตัว ว่าอะไรคือเพศหญิง เพศชาย
เพราะอะไร สีชมพู ถึงเป็นสีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพศเมีย ทำไมสีดำถึงมีความเป็นชายมากกว่า
ทำไมผู้ชายจะต้องรู้สึกละอายใจและขายหน้า ถ้าใช้ของที่มีสีชมพู แต่ทำไม ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่ใช้สีของผู้ชาย กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด

เราถูกใส่โปรแกรมมาแต่โบราณกาลว่าการทำกับข้าว ซักผ้า ดูแลบ้าน เป็นเรื่องของผู้หญิง
งานช่าง เรื่องของเครื่องยนต์กลไก เป็นเรื่องของเพศผู้

ตัวฉันเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะในบางครั้ง สิ่งที่มันหล่อหลอม มันปลูกฝังกันมานานนม มันก็แสดงออกมาโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเราจะพยายามมองโลกให้อยู่ตรงกลางระหว่างสองเพศแค่ไหน แต่ถ้าเผลอ เราเองนี่แหละ ที่อาจจะแสดง "อคติ" ออกมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และเผลอๆ ก็อาจเป็นอคติที่ดูถูกเพศเดียวกันด้วยซ้ำ

"ผู้หญิงขับรถนี่เอง มิน่า ถึงขับได้ห่วย"
ประโยคสั่วๆ ที่ผู้ชายหลายคนชอบสบถออกมา ถ้าเป็น ณ เวลาที่ฉันนั่งอยู่ด้วย ไม่มีครั้งไหน ที่ฉันจะไม่หันไปด่าว่า "ผู้ชายแม่งก็ขับรถแย่พอกันล่ะวะ" (เรื่องนี้ยอมไม่ได้จริงๆ)
- การขับรถที่เรียกว่าดีคืออะไร? คือการขับฉวัดเฉวียนปาดซ้ายปาดขวา แซงหน้าแซงหลัง ขี่เร็วราวกับสนามพัทยาเซอร์กิตอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นรึ -
พระเจ้าอาจสร้างเซลล์สมองด้านสามมิติมาให้เพศผู้มากกว่า ทำให้พวกคุณทั้งหลายมีความสามารถในการถอยรถเข้าซองได้เยี่ยมยุทธ (ในความคิดของคุณ)
ผู้หญิงอาจขับรถออกแนวทอดหุ่ย กินลมชมวิว หรือเงอะงะในสายตาของคุณ แต่ฉันว่า เรื่องพรรค์นี้ไม่เกี่ยวกับเพศเลย ถ้าจะตัดสินใครว่า "เพราะ....นี่เล่า ถึงได้ขับแย่" ฉันว่ามันเป็นการตัดสินแบบเผด็จการแบบงี่เง่าที่สุด ใครที่คิดอะไรได้แค่นี้แสดงว่าเซลล์สมองทั้งหมดไหลไปกองที่อัณฑะหมดแน่ๆ ถึงได้มองโลก แค้บ แคบ...

แต่อย่างน้อย ฉันว่าฉันก็ขับรถได้ "ดี" กว่าผู้ชายหลายคนนะ และถ้าใครยังพูดประโยคโง่ๆ นั่นให้ได้ยินอีกรอบ คราวหน้า ถ้าฉันเจอผู้ชายขับรถแบบเซ่อซ่าบ้าง ฉันคงจะไม่เอาไว้ - -จะได้หายกันไง (^ _^)

จบเรื่องขับรถกันไป อันที่จริงฉันก็ไม่ได้โกรธแค้นอะไรมากมายหรอกนะ ออกจะเข้าใจ มันเป็นเรื่องของโครโมโซมที่สั่งสมมา ฉันเข้าใจ...
_____________________________________________________

พอเรานึกอยากจะตัดสินใจเรียนต่อ หรือประกอบอาชีพ ไอ้เรื่องการแบ่งแยกเพศก็ยังตามมากวนใจอีกรอบ
ฉันเองก็เลือกเรียนคณะที่เพศหญิงเป็นชนหมู่มาก ไม่ใช่เพราะโดนกล่อม ไม่ใช่เพราะไม่กล้า "ก้าวข้าม" ไปในดินแดน หรืออาณาจักรของผู้ชาย (ผู้หญิงในครอบครัวฉันหลายคนก็เลือกเรียนคณะที่ผู้ชายเหมาเอาว่าเป็นคณะของเพศของพวกเขา) แต่ฉันเลือกทางนี้ สาเหตุก็เพราะฉันชอบของฉัน มันก็เท่านั้น
มาคิดๆดู หรือมันเป็นเพราะภาพลักษณ์ เพราะสื่อ เพราะการศึกษา เพราะการเลี้ยงดู เพราะอะไรต่อมิอะไร ที่มันหล่อหลอมให้เรา เสือก มาชอบอะไรแบบนี้...อะไรที่ดูผู้หญิ้ง ผู้หญิง

ฉันเป็นคนเรียบร้อยค่ะ ไม่เคยปีนต้นไม้ ไม่เคยมีแผลจากการวิ่งเล่น ไม่เคยออกไปเล่นนอกบ้าน แต่ฉันไม่ได้เรียบร้อยเพราะว่า "ลูกผู้หญิงควรจะเป็นแบบนั้น" เปล่า ฉันก็แค่ขี้เกียจออกไปวิ่ง มันเหนื่อย

พี่ชายฉันก็เป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยมีเรื่องชกต่อย ไม่เคยปีนต้นไม้ ไม่ออกไปขี่จักรยานกับเพื่อน เราสองคนเล่นอยู่แต่ในบ้าน ตั้งแต่เด็ก
พี่ชายเล่นหุ่นยนต์ ฉันเล่นตุ๊กตา
พี่ชายวาดรูปเล่นเป็นรูปหุ่นยนต์ ฉันวาดรูปเล่นเป็นรูปเด็กผู้หญิง

น่าแปลกไหม ทำไมฉันไม่อยากเล่นหุ่นยนต์ แล้วทำไมพี่ฉันไม่อยากเล่นตุ๊กตาบาร์บี้
ใครเป็นคนสอนเรา ว่าของเล่นอันไหนของใคร?
มันอยู่ในเสปิร์มหรือคะ? หรือมันอยู่ในรังไข่?
เกิดมาเราก็เลือกกันได้เองเลยเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก โลกภายนอกนั่นแหละที่หล่อหลอมเรา
__________________________________________________

พี่ชายฉันเรียนวิศวะ แต่ฉันเรียนมนุษยศาสตร์ ช่างดำเนินตามแบบแผนเด๊ะๆ
เราไม่ได้เลือกเพราะเราคิดว่า ผู้ชายต้องเรียนอันนี้ ผู้หญิงต้องเรียนอันนี้ เปล่า...เราไม่ได้คิดเรื่องนี้กันเลย
น่าแปลก ว่าอะไรหนอ ที่สั่งสอนเรามาตั้งแต่เล็กว่าเราต้องชอบ ต้องถนัดอะไรแบบนี้

พี่ชายฉันไม่ใช่ผู้ชายห้าวหาญหรือบ้าพลัง เค้าเป็นคนอ่อนหวานและหัวอ่อน
ฉันก็ไม่ใช่สาวนักอ่านช่างฝัน ฉันสะอิดสะเอียนกับนิยายรักหวานแหวว และฉันเป็นคนไม่อ่อนหวาน
แต่ sexual stereotype ดูเหมือนจะหยั่งรากฝังลึกอยู่ในตัวของพวกเรา (เชื่อเถอะว่าพวกคุณมันก็ไม่เว้น)
__________________________________________________

ฉันนับถือบุคคลทุกอาชีพที่มีความสามารถ ไม่ว่าเค้าคนนั้นจะเป็นอะไร หมอ วิศวกร สถาปนิก โปรแกรมเมอร์ เชฟ ครีเอทีฟ นักเขียน ศิลปิน ดีไซน์เนอร์ ฯลฯ
ฉันนับถือที่ความสามารถ โดยไม่ได้สนใจ ว่านี่คือ อาชีพของเพศไหน
ฉันนึกตอนนี้คงยังนึกไม่ออก (หรือคุณจะคิดว่ามันไม่เจ๋งพอก็แล้วแต่) แต่เชื่อเถอะว่า เรามีผู้หญิงที่เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักการเมือง เป็น activist ที่มีความสามารถหลายคน ชื่อของพวกเธออาจถูกบดบังด้วยอคติจากใครบางคน บทบาทของพวกเธออาจถูกมองข้าม เพราะธรรมชาติแล้วเพศหญิงมักไม่ค่อยทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ สะเทือนไปทั้งโลก แต่พวกเธอแค่ทำในสิ่งที่ "บางคน" มองข้าม และไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ก็เหมือนประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ที่จารึกโดยผู้ชาย ชื่อของผู้หญิงแทบไม่ปรากฏ หรือถึงมี ก็มีแต่ในทางที่เป็นเพียงผู้สนับสนุน (หรือเป็นนางแม่มดผีร้าย)
ฉันไม่ใคร่จะชอบความคิดที่ว่า ผู้หญิงเป็นหลังบ้านของผู้ชาย คอยผลักดันให้ผู้ชายประสบความสำเร็จเท่าไหร่หรอกนะ ฉันว่าผู้หญิงเราทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นของตัวเองได้
เราไม่ใช่แค่ inspiration ของใคร....

ในทางกลับกัน เวลาผู้ชายกระโดดข้ามมาทำงานในสายงานที่เคยตราหน้าเอาไว้ว่าเป็นงานที่มันช่าง "เพศเมีย" กลับเป็นที่ฮือฮา (คุณอาจเถียงว่าเพราะพวกเค้าเจ๋งจริงนี่หว่า ฉันก็ไม่เถียงค่ะ เค้าก็เจ๋งจริงๆ) เรามีดีไซน์เนอร์ผู้ชายดังๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น Issey Miyake หรือ Louis Vuitton พวกนี้ก็ผู้ชายทั้งนั้น
เรามีกวี มีศิลปินเพศชายหลายคน ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา สมัยที่ผู้หญิงถูกกันเอาไว้ปั่นเนยกับซักผ้า ไม่ได้เขียนหนังสือ แล้วพอโลกมันพัฒนามาหน่อย ก็กลับมาบอกว่า วิชาภาษาศาสตร์ ศิลปะ หรือเรื่องสวยๆ งามๆ เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น ทีเมื่อก่อนตัวเองก็ทำ....แปลกนะ คนเรา

การแต่งกลอน แต่งนิยาย ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง (เท่านั้น)
เช่นกัน กับเรื่องเสื้อผ้า แฟชั่น ทรงผม

ทุกคน ทุกเพศ มีสิทธิ์จะสนใจ และชอบ ได้ในทุกสาขาอาชีพ
ไม่มีอะไรถูก
Regard ว่าเป็นของเพศไหนทั้งนั้น
การคิดแบบนั้นเท่ากับปล่อยให้ stereotype และ bias สมัยพระเจ้าเหาเข้าครอบงำความคิดตัวเอง
ซึ่งฉันว่ามันแคบมาก

_______________________________________________________

ปิดท้ายกันด้วย poem เล็กๆ น้อยๆ

Her Kind
by Anne Sexton

I have gone out, a possessed witch,
haunting the black air, braver at night;
dreaming evil, I have done my hitch
over the plain houses, light by light:
lonely thing, twelve-fingered, out of mind.
A woman like that is not a woman, quite.
I have been her kind.

I have found the warm caves in the woods,

filled them with skillets, carvings, shelves,

closets, silks, innumerable goods;

fixed the suppers for the worms and the elves:

whining, rearranging the disaligned.

A woman like that is misunderstood.

I have been her kind.

I have ridden in your cart, driver,

waved my nude arms at villages going by,

learning the last bright routes, survivor

where your flames still bite my thigh

and my ribs crack where your wheels wind.

A woman like that is not ashamed to die.

I have been her kind.

แค่ฉันคิดไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่าฉันเป็นแม่มดผีร้าย
อย่าเอาฉันไป "เผา"
อย่าเอาฉันไปทรมาน ด้วยความคิดของเธอ.....